สำหรับประเด็นสถานะของชนกลุ่มน้อยที่เกิดนอกราชอาณาจักร ที่ต้องอาศัยมาตรา ๑๗ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง เพื่อให้มีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นฐานถาวรในประเทศไทย แต่ปัญหาในการดำเนินการเริ่มตั้งแต่การขอมีสถานะดังกล่าว เช่น
๑. การยื่นคำร้องก็ต้องอาศัยมติคณะรัฐมนตรีในการอนุญาตให้กลุ่มบุคคลประเภทใดสามารถยื่นคำร้องได้ เช่นในอดีตคนที่ถือบัตรลาวอพยพที่เกิดนอกราชอาณาจักรไทยก็ไม่สามารถยื่นคำร้องขอมีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นฐานถาวรได้ แม้ว่าปัจจุบันจะมีแผนยุทธศาสตร์จัดการสิทธิและสถานะบุคคลที่ครอบคนเหล่านี้ก็ตาม แต่ราชการยังทำแบบคำร้องหรือหลักเกณฑ์ยังไม่เสร็จ ก็ต้องรอต่อไป
๒.หลังจากได้รับอนุมัติสถานะบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ชนกลุ่มน้อยก็ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพื่อขอรับใบสำคัญถิ่นที่อยู่ ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปแต่ละกลุ่มตามกฎกระทรวง เช่นกลุ่มไทใหญ่ ก็ประมาณ ๕,๑๐๐ บาท ส่วนชาวเขาได้รับการลดหย่อนให้เหลือ ๑๐๐ บาท แต่ในทางปฎิบัติเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หากไม่มีคำสั่งจากส่วนกลาง เจ้าหน้าที่ก็จะเก็บค่าธรรมเนียมจากชาวเขา ๕,๑๐๐ บาท (ก็เหมือนไม่ได้ยกเว้นหรือลดหย่อนเลย)
๓.การแปลงสัญชาติของชนกลุ่มน้อยในประเทศ ทางราชการก็ยังยึดหลักของคนต่างด้าวทั่วไป คือ ไม่เป็นภาระของสังคมไทยหากบุคคลเหล่านั้นได้สัญชาติไทยจากการแปลง วิธีการที่จะรู้ว่าไม่เป็นภาระ ทางราชการก็เลยกำหนดจากรายได้ ถ้าเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบอาชีพในไทย เช่นญี่ปุ่น อเมริกัน ฯลฯอย่างนี้ไม่มีปัญหาเรื่องรายได้ แต่พอเป็นชนกลุ่มน้อยรายได้ไม่ถึง ก็เลยหมดโอกาสไป ควรที่จะมีการผ่อนปรนสำหรับชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในไทย