● ในแง่ที่เด็กข้างบ้านคุยกัน สภาพการณ์ดังที่ว่ามาก็คงจะเกิดขึ้น แต่มันจะกลายเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อ

          1.เรายังมองการจัดการศึกษาภายใต้กระบวนทัศศน์เก่า หรือความคิดที่ว่าต้องมีมาตรฐาน และเป็นมาตรที่เกิดจากความคิดที่ถูกครอบงำ เช่นใช้ฝรั่งเป็นมารตรฐาน ต้องมาตรฐานของสมศ. หรือมาตรฐานอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เอาความเจริญ ความทันสมัย เอาความเชื่อ เอาค่านิยม แล้วแต่จะเรียกของผู้อื่น เป็นตัวตั้ง          
           การจัดการศึกษาโดยท้องถิ่นที่ว่านี้ มันเริ่มจากความไม่พอใจของผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เป็นอยู่ของคนในชุมชน แล้วคนในชุมชนคิดจะทำใหม่เพื่อลดผลที่ไม่พึงประสงค์ตามความคิดของตนเอง และโดยตนเอง อาศัยศักยภาพที่ตนมี อาศัยโอกาสที่สังคมเปิดให้ อาศัยพลังของตนในการแสวงหาโอกาสใหม่ และหรือลดอุปสรรคต่าง ๆที่ปัญญาบารมี ที่ชุมชนจะพึงมี เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยในการจัดการศึกษาอย่างที่ได้คิดได้ฝันร่วมกันไว้
           เบื้องแรกก่อนลงมือทำงานแบบนี้ โดยภาวะผู้นำของผู้นำท้องถิ่น ก็คงต้อง ถาม แถม และเถียง กับสมาชิกในชุมชนอย่างถึงพริก ถึงขิง จนกระทั่ง คนในชุมชนส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดมีดวงตาเห็นธรรมร่วมกัน   
           คำตอบสำหรับคำถามสำคัญ ๆจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ เช่น
                  คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า
                       -เราตั้องการให้ชีวิตของเราและลูกหลานเราเป็นอย่างไร
                       -เราจะทำอย่างไรชีวิตของเราและลูกหลานเราจึงจะเป็นแบบนั้นได้
                       -ใครบ้างเล่า และอะไรบ้างเล่าจำเป็นในการที่เราจะทำแบบนั้นได้
                       -ใครบ้างเล่าในชุมชนของเรา จะเป็นคนกำกับดูแลให้ความคิดเหล่านี้บังเกิดผลจริงกับเรา ลูกหลานเราและชุมชนของเรา

             ตามที่ว่ามานี้ มาตรฐานชีวิตของชุมชนได้ถูกกำหนดเป็นมารตฐานทางการศึกษาของชุมชนนี้แล้ว หากชุมชนมองเห็นว่านี่คือสวรรค์ของเขา ในฐานะชุมชน จะต้องไปสนใจใยดีต่อมาตรฐาน อะไร ของใครอีกเล่า
            สิ่งที่เขาควรสนใจใยดีต่อไปก็คือ ความคิดของเขามันนำไปสู่ความเป็นจริงได้เพียงใด ถ้าไม่ได้อย่างที่คิดก็มาคิดกันใหม่ จะปรับ จะปรุง จะแก้ตรงไหนก็ว่าไป กระบวนการคิด และทำร่วมกันก็ดำเนินไปรอบแล้วรอบเล่า จนกว่าจะพอใจ มันก็แค่นี้ และ มันก็เช่นนี้แหละ

            2.ในกรณีที่เกิดปัญหาด้านมาตรฐานทางการศึกษาของชาติ เนื่องจากความเด่น ด้อย แตกต่างกันของชุมชน นั่นเป็นความรับผิดชอบในระดับรัฐ ในฐานะรัฐบาลที่มีหน้าที่กำกับดูแลการศึกษาของชาติ รัฐบาลก็ทำหน้าที่กำกับดูแลไป ซึ่งน่าจะไม่ใช่เรื่องยากนัก ถ้าเงื่อนไขด้านชุมชนเป็นดังที่กล่าวข้างต้น ควรให้การสนับสนุนอะไรก็สนับสนุนไปตามควร ปัญหาก็คงจะถูกกำจัดขัดเกลาไปตามควรแก่เหตุ
           สำหรับบ้านเรา ปัญหาการศึกษาในระดับรัฐ ผมเชื่อว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ โครงสร้างการบริหารจัดการในบ้านเรา มันเป็นโครงสร้างที่อำนวยความไม่เท่าเทียมกันขององค์ประกอบย่อยที่มีความแตกต่างภายในโครงสร้างนั้น
           ตัวอย่าง 2 ตัวอย่างที่เด็กข้างบ้านยกมา ผมก็เชื่อว่าโครงสร้างก็คงมีลักษณะอย่างที่ว่านี้ ชีวิตคน หรือชุมชน ยังอยู่ภายใต้การครอบงำของรํฐหรือส่วนกลางอยู่มาก
           ตัวอย่างในแวดวงการศึกษา ในบ้านเรา เขากำหนดเงินอุดหนุนรายหัวไว้เท่ากันทั้งประเทศ งบประมาณในการจัดการศึกษาของโรงเรียนได้จาก เงินอุดหนุนรายหัว X จำนวนนักเรียน โรงเรียนขนาดเล็กในชนบทจึงประสบปัญหามาก เพราะปีหนึ่ง ๆก็จะมีงบประมาณมาจัดการศึกษา เพียงแสนกว่าบาท โรงเรียนเหล่านี้จะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของชาติได้อยางไร ตรงกันข้ามกับโรงเรียนในเมือง โรงเรียนในเมืองใหญ่มีคนนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนมากมาก แถมยังมีโครงการของส่วนกลางไปลงที่โรงเรียนเหล่านี้อีกด้วย อย่างนี้คุณภาพจะเท่าเทียมกันได้อย่างไร           
           ปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐบาลมักไม่สนใจที่จะจัดการ เพราะโครงสร้างดังกล่าว เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อความได้เปรียบทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางอื่น ๆของชนชั้นตน นี่แสดงให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องการเมืองด้วย ไม่ใช่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว ดังนั้นคนที่เป็นชาวไร่ชาวนา คนในชุมชนท้องถิ่น แม้กรรมกรผู้ขายแรงงาน ถ้าต้องการลดภาวะความเสียเปรียบของตนก็ต้องมาเล่นการเมือง มามีบทบาททางการเมือง ทั้งภาคตัวแทน และภาคประชาชน ให้สมบท สมบาท จึงจะสามารถเข้ามาแก้โครงสร้างได้ ไม่เช่นนั้นก็จะตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบร่ำไป

● ส่วน ตัวอย่างที่ noktalay พูดถึงนั้น ถ้ามันเกิดขึ้นในชุมชน มันได้รับการส่งเสริม พัฒนา ให้เข้มแข็ง ครอบคลุม ตอบสนองปัญหาและความต้องการของชุมชนได้ โดยชุมชนลุกขึ้นเอาใจใส่ เอาธุระเรื่องเหล่านี้กันจริง ๆ อย่างรู้จักเรียนรู้ เมื่องไทยจะยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นไหน ๆทั้งหมดแหละโยม

                                                 

                                                                   Paaoobtong