ท้องถิ่นของเราควรจะจัดการศึกษาอย่างไร ชุมชนท้องถิ่นของเราจึงจะได้ประโยชน์จากการศึกษาอย่างเต็มที่ การศึกษาของเราจะทำให้เด็ก ๆของเรา เก่ง ดี และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข็งขึ้น

 

 

 

 

อบต.ต้องจัดการศึกษาเอง

 

                ปัญหาใหญ่ของการศึกษาของบ้านเรา คือ การศึกษาทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ

                ผมอยากจะฟันธงลงไปว่า  สาเหตุสำคัญของปัญหาดังกล่าว คือ ระบบการจัดการศึกษาของเราเป็นระบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไป

                แม้ในปัจจุบัน  มีกฎหมายการศึกษาที่วางกรอบไว้ให้ระบบการจัดการศึกษาเป็นแบบกระจายอำนาจค่อนข้างมากแล้วก็ตาม  แต่ในทางปฏิบัติ  กระทรวงศึกษาธิการ  และหน่วยงานอื่น ๆในสังกัด  เขตพื้นที่การศึกษา  และโรงเรียน  ไม่ได้กระจายอำนาจการจัดการศึกษาตามตัวหนังสือที่ได้ตราเอาไว้  การจัดการศึกษายังคงรวมศูนย์อยู่   การตัดสินใจแทบทุกเรื่องยังอยู่ที่กระทรวง  แม้การรับนักเรียน  กระทรวงยังมากำหนดสัดส่วนว่าต้องเป็นเท่าไร

                ผลร้ายของการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง  ทำให้การศึกษาของโรงเรียนต่าง ๆที่กระจายอยู่ในชุมชนท้องถิ่น  ไม่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น  เพราะโรงเรียนทั้งหลายจะเพียงเพียรพยายามทำตามที่กระทรวงหรือหน่วยเหนือกำหนด  ถ้ากระทรวง  หรือหน่วยเหนือ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของตน  ok  ทุกอย่างก็จบ  ประเด็นสำคัญอยู่ที่  กระทรวง หรือหน่วยต้นสังกัดของโรงเรียนไม่รู้จักชุมชนท้องถิ่น  ไม่เข้าใจปัญหาของชุมชนท้องถิ่น  และไม่มีความละเอียดอ่อนพอที่จะใส่ใจเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนท้องถิ่น  แม้ใส่ใจก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติด้วยความจำกัดในเรื่องระยะทาง  เวลา  และกำลังคน  สิ่งที่กระทรวง หรือหน่วยต้นสังกัดเข้าใจก็คือความเป็นชุมชนแบบเมือง  ดังนั้น การศึกษาในประเทศเราโดยภาพรวมจึงสามารถตอบสนองต่อประเทศและชุมชนเมืองได้เท่านั้น ชุมชนท้องถิ่นถูกทอดทิ้งให้อ่อนแอลงทุกวัน ๆ

                ผมเข้าใจว่า  อบต.เข้าใจความจริงข้อนี้ดีว่าชุมชนของเราอ่อนแอลงทุกวัน ๆแต่ไม่รู้จะจัดการอย่างไร  มี อบต. จำนวนมากมองเห็นความสำคัญของการศึกษาที่มีต่อความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นตน  ได้ดำเนินการเพื่อขอเป็นผู้จัดการศึกษาเอง  ก็ประสบกับปัญหาไม่ผ่านการประเมินความพร้อม  อบต.เหล่านั้นก็กลับไปนั่งทำตาปริบ ๆอย่างยอมรับความจริงว่าไม่พร้อม  จะพร้อมได้อย่างไรหากไม่มีการจัดการเพื่อให้พร้อม  บ้านเมืองเรามีพัฒนาการมาอย่างไร  กระทรวงศึกษาธิการและฝ่ายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆก็รู้  ถ้ากระทรวงศึกษาธิการมีความจริงใจต่อการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น ต้องเข้ามาเป็นตัวเร่งให้ท้องถิ่นเกิดความพร้อมโดยเร็ว  แต่ตั้งแต่มีการประเมินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ก็ไม่เห็นมีการดำเนินการใด ๆที่เป็นการยกระดับความพร้อมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นเลย

            เป็นที่รู้กันว่า  ความพร้อมมันเป็นเครื่องมือสำหรับการกีดกัน  แต่ความจริงก็คือ  กระทรวงศึกษาธิการไม่ประสงค์จะให้มีการโอนโรงเรียนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล

                ผมเองไม่สนใจคอยการอุ้มชูจากข้างบน  โดยเฉพาะจากหน่วยงานของรัฐ  มีความเห็นว่าชุมชนท้องถิ่นในปัจจุบันมีศักยภาพพอที่จะดิ้นรนเพื่อทำให้เกิดความพร้อมขึ้นในท้องถิ่นของตนเองได้  อันดับแรกก็คือผู้นำในท้องถิ่นเองนั่นแหละ  ผู้รู้ในท้องถิ่นก็มีอยู่มาก  หน่วยงานในท้องถิ่นทั้งของรัฐและเอกชนก็มี  ท้องถิ่นสามารถระดมทรัพยากรบุคคลเหล่านี้มาช่วยท้องถิ่นได้  คุยกันว่าท้องถิ่นของเราควรจะจัดการศึกษาอย่างไร  ชุมชนท้องถิ่นของเราจึงจะได้ประโยชน์จากการศึกษาอย่างเต็มที่  การศึกษาของเราจะทำให้เด็ก ๆของเรา เก่ง  ดี  และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข็งขึ้น  อย่าได้เบื่อหน่ายในการปรึกษาหารือกันเช่นนี้  ทำไปด้วยจิตอันเป็นกุศล  แล้วท้องถิ่นจะเห็นรูปแบบของการจัดการศึกษาที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ท้องถิ่นเอง  ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็จะเห็นและมีการศึกษาที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนแตกต่างกันไป

                ถ้าเห็นว่าการศึกษาที่เหมาะสมกับท้องถิ่นตนควรเป็นอย่างไร  ก็ลงมือดำเนินการได้เลยไม่ต้องรอความพร้อม  ในโลกนี้ความพร้อมมีอยู่ทันทีที่เราอยากจะทำ  จุดแข็ง  จุดอ่อน  โอกาส  และอุปสรรค  มีอยู่ในทุกปัจจุบันขณะ  ขอให้มีความมั่นใจและศรัทธาในผองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย  ทุกอย่างจะดำเนินการไปสู่ความสำเร็จได้ 

                กฎหมายการศึกษาได้เปิดโอกาสให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว  ในมาตรา 41 ความว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิในการจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่ง หรือทุกระดับ  ตามความพร้อม  ความเหมาะสม  และตามความต้องการภายในท้องถิ่น
            กฎหมายกำหนดไว้อย่างมีเงื่อนไข  ทำให้ ความพร้อม  กลายเป็นด่านสกัด  การเป็นผู้จัดการศึกษาของท้องถิ่น  แต่ในกฎหมายการศึกษาฉบับนี้  ได้เปิดช่องไว้  ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการจัดการศึกษาในสถานศึกษาประเภท  ศูนย์การเรียนได้ 

            ศูนย์การเรียน   อบต.สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องประเมินความพร้อม

 

หาก  อบต.จะจัดการศึกษา  เราสามารถเริ่มจัดในรูปแบบ  ศูนย์การเรียน  ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้จัดการศึกษาในสถานศึกษาที่เรียกว่า  ศูนย์การเรียน ได้ตั้งแต่ชั้นปฐมวัยศึกษา  จนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  สาระสำคัญของความที่ตราไว้อยู่ใน  มาตรา 18 ของ  พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

 

  เอาไหม๊????
 
อบต.  เรามาช่วยกันวางรากฐานการศึกษาเพื่อท้องถิ่นของเราเองกันไหม๊????