การอ่านหนังสือเป็นการเพิ่มพูนความรู้ที่ทำได้ง่าย สามารถทำได้ด้วยตนเอง และไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ผู้ที่อ่านมากก็จะรู้มาก ผู้ที่อ่านได้เร็วก็ยิ่งได้เปรียบมากกว่าหลายเท่า บางคนบอกว่าการอ่านหนังสือคือการเปิดขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ดีที่สุดในโลก และคงเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ทุกวันนี้เด็กไทยมีปัญหาเรื่องการอ่านเป็นอย่างมาก จากสถิติการอ่านของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2546 ระบุว่าเด็กไทยอ่านหนังสือวันละ 6 บรรทัด หรือ 5 เล่มต่อปี ในขณะที่คนสิงคโปร์อ่านหนังสือ 17 เล่มต่อปี และ คนอเมริกาอ่านหนังสือ 50 เล่มต่อปี (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Bangkok Post 9 เมษายน 2550)

นั่นอาจเป็นเพราะอิทธิพลของสังคมในทุกวันนี้ มีสิ่งล่อตาล่อใจให้เด็กไทยงมงายกับเรื่องที่อาจเป็นสาเหตุของการทำลายสุขภาพ หรืออนาคตที่สดใสของเด็กไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นโลกอินเตอร์เน็ตที่ไม่เหมาะสม หรือการเสพย์ติดสังคมเกมออนไลน์ที่บ่มเพาะให้เด็กก้าวร้าว ใช้เวลาไปอย่างไร้ค่า

แนะนำเทคนิคการอ่าน เพื่อให้ทุกท่านมีการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การอ่านคือการรับรู้ความหมายจากถ้อยคำที่ตีพิมพ์อยู่ในสิ่งพิมพ์หรือในหนังสือ เป็นการรับรู้ว่าผู้เขียนคิดอะไรและพูดอะไร โดยเริ่มต้นทำความเข้าใจถ้อยคำแต่ละคำเข้าใจวลี เข้าใจประโยค ซึ่งรวมอยู่ในย่อหน้า เข้าใจแต่ละย่อหน้า ซึ่งรวมเป็นเรื่องราวเดียวกัน

การอ่านเป็นการบริโภคคำที่ถูกเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือหรือสัญลักษณ์ การอ่านโดยหลักวิทยาศาสตร์ เริ่มจากการที่ แสงตกกระทบที่สื่อ และสะท้อนจากตัวหนังสือผ่านทางเลนส์นัยน์ตา และประสาทตาเข้าสู่เซลล์สมอง ไปเป็นความคิด (Idea) ความรับรู้ (Perception) และก่อให้เกิดความจำ (Memory) ทั้งความจำระยะสั้น และความจำระยะยาว

ความเห็นเพิ่มเติม

เราลองมาหาวิธีการ/กระบวนการใหม่ๆ มาส่งเสริมการอ่านให้เกิดผลการพัฒนาอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม