4.2.11) การกล่าวถึงความขัดกันเข้าคู่กัน หรือ ปฏิภาคพจน์ (Paradox) เป็นวิธีการกล่าวถึงข้อความที่มีความขัดกัน เพื่อให้เป็นเครื่องดึงความสนใจของผู้อ่านอีกวิธีหนึ่ง เพราะความตรงกันข้ามดังกล่าวนี้ อาจจะดูเหมือนว่าไม่น่าเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปแล้ว ทำนอง "น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย" ตัวอย่าง
เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวถึงการตายของจิตร ภูมิศักดิ์ ว่าแม้ชีวิตจิตร จะถูกทำลายไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไปก็จริง แต่ชื่อเสียงของจิตร กลับเป็นที่ประจักษ์แก่ตาคนทั่วไปมากยิ่งขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านเลยไปด้วย เช่น
กาลเวลา ฆ่า จิตร ภูมิศักดิ์ กาลเวลาก็ตระหนักประจักษ์ค่า
กาลเวลา ฆ่า คนดีทุกที่มา แต่เวลาก็ทูนเทิด เชิดคนดี
(ใบไม้ป่า : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
4.2.12) อาวัตพากย์ (Synesthesia) คือโวหารที่ใช้คำเรียกผลของการสัมผัสที่ผิดไปจากธรรมดา เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่าน เช่น ตามปกติเราใช้คำว่า "รส" เรียกผลการสัมผัสจากลิ้น ใช้คำว่า กลิ่น" เรียกผลสัมผัสจากจมูกเป็นต้น แต่การใช้โวหารแบบอาวัตพากย์นี้ผู้แต่งเจตนาจะใช้ภาษาให้ดูเหมือนผิดไปจากการใช้คำตามธรรมดาเพื่อให้คำดัง กล่าวนี้เป็นจุดกระทบใจของผู้อ่าน เช่น
ลายสือขวัญหลั่งไหลหอม ย่อมเป็นกาพย์กลอนอันเฉิดฉาย
พร้อมคติธรรมลึกซึ้งคมคาย ซ่อนไว้ประเสริฐสวยด้วยอารมณ์
(กาพย์กลอน : อังคาร กัลยาณพงศ์)
ในที่นี้ อังคาร ใช้คำว่า "หอม" ซึ่งเป็นคำแทนผลการสัมผัสทางจมูกกับตัวหนังสือ
เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน
4.2.13) การเลี่ยงคำ หรือ สมพจนัย หรือ อนุนามนัย (Syneccoche) เป็นโวหารที่กล่าวถึงเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของจำนวนเต็ม แต่มีความหมายคลุมหมดทุกส่วน เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์ กล่าวถึงชีวิตที่อดอยากแร้นแค้นของตนไว้ในลำนำภูกระดึงโดยใช้คำว่า "ไส้" ซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายมาใช้เป็นคำแทนตัวเองว่า
เกิดเป็นกวีที่โซโง่เขลา เบาปัญญาเอกาน้ำตาไหล
รักรู้ปรัชญาศึกษาไป จนไส้แห้งฐานะยากจน
(ลำนำภูกระดึง : อังคาร กัลยาณพงศ์)
4.3) การใช้เครื่องหมายไวยากรณ์เป็นสัญลักษณ์สื่ออารมณ์และน้ำเสียงของผู้แต่ง เช่น
ใช้เครื่องหมายจุลภาค (.) แบ่งข้อความ
ใช้เครื่องหมายปรัศนีย์ (?) และอัศเจรีย์ (!) แสดงคำถามและความรู้สึกตกใจหรือประหลาดใจ
หรือใช้เส้นประจุด (…) เพื่อทิ้งท้ายให้ผู้อ่านคิดต่อหรือเน้นคำให้เด่นขึ้น
และใช้เครื่องหมายคำพูด "……" คล่อมข้อความที่เป็นคำพูดของ ตัวคร เช่น
เรื่องเก่า…
ข่ายนั้นพาววาววับระยับรัตน์
เห็นถนัดทาบฟ้าเพลาสาง
แมลงมุมซุ่มสึงอยู่กึ่งกลาง
เกล็ดน้ำค้างเกลือกแววอยู่แพร้วพราย
ผนึกแรงแข็งขืนเป็นหมื่นพัน
ใครจักกั้นคลื่นกล้าประชาไทย ?…
(ภาพสร้างอันลวงตา : อุชเชนี)
4.4) การใช้วิธีเล่าเรื่องปนบทสนทนาหรือใช้เป็นบทสนทนาล้วน ๆ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ถ้อยคำที่ใช้ในบทสนทนาจะมีลักษณะเหมือนภาษาพูดประจำวัน ทำให้บทร้อยกรองประเภทนี้ดูคล้ายมีลีลาเหมือนร้อยแก้วยิ่งขึ้น เช่น
หกโมงแล้ว แก้ว โต ตื่น, ตื่นเดี๋ยวนิ…
ดูซิ บิดขี้เกียจ เหมือนลูกหมา
พ่อก็เหมือนกัน แหม…นอนเป็นพระยา
ตื่นเถอะค่า…บอกให้ตื่น เฮ้อ ! พูดยากจัง
(วันหนัก : เตือนใจ บัวคลี่)
4.5) สัญลักษณ์ (Symbol) เป็นวิธีการที่ผู้แต่งคิดหาคำมาใช้แทนสรรพสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม และคำที่นำมาใช้นั้นมีความหมายแตกต่างไปจากความหมายตามตัวอักษรด้วย เช่น ใช้ "ฝน" เป็นสัญลักษณ์แทน "ความสดชื่น" ใช้ "แมลงและดอกไม้" เป็นสัญลักษณ์แทน "บุรุษและสตรี" เป็นต้น ตัวอย่างบทร้อยกรองที่ใช้สัญลักษณ์เช่น ในบท "ฝนมาแล้ว" ศิวกานท์ ปทุมสูติ ใช้ "กระดูกซี่โครงชาติ" แทน ชาวนา ว่า
เศรษฐกิจบิดผันทุกวันนี้ กระดูกซี่โครงชาติ อาจผุแหว่ง
การปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง ของเจ๊กแพงของไทยถูกทุกประเด็น
(ฝนมาแล้ว : ศิวกานท์ ปทุมสูติ)
4.6) ใช้วิธีเขียนตามแบบฟอร์มของจดหมาย เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้แก่บทร้อยกรอง เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เขียนร้อยกรองชื่อ "ใบลา" ไว้ในตากรุ้งเรืองโพยม เพื่อสะท้อนปัญหาสังคมที่เกิดจากอุทกภัยว่า
เขียนที่บ้านตำบลต้นหมัน
สิบห้ากันยายนสองห้าสองห้า
เรื่องขอลาหยุดเรียนหลายเวลา
เรียนคุณครูจำปา ป. ห้า ค.
ด้วยเมื่อคืนนี้น้ำป่ามันบ่าท่วม
พังส้วมพังเสื่อไม่เหลือหลอ
กว่าจะตื่นขึ้นทันมันไม่รอ
แม่พ่อพัลวันจนยันเช้า
ลุยน้ำนั่งแคร่ไปขึ้นเนิน
แล้วต้องเดินไปยังอีกฟากเขา
ตีนพองเพราะไม่ได้ใส่รองเท้า
ไอ้หริ่งร้องเร่าเร่าหิวข้าวแล้ว
… ฯลฯ …
จดหมายนี้เขียนระหว่างพักทางเดิน
จะบังเอิญส่งใครยังไม่รู้
โดยความเคารพอย่างสูง
เด็กชายนกยูง เพชรหนู
พับแล้วเขียนไว้… "ใครอ่านดู-
ช่วยส่งครูจำปา ป. ห้า ค."
(ตากรุ้งเรืองโพยม : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
เสถียร จันทิมาธร (2517 : 158-160) ได้สรุปว่าแนวความคิดในการเขียนร้อยกรองสมัยใหม่อาจแบ่งได้เป็น 3 แนวทาง คือ
1. แนวทางอนุรักษ์นิยม หมายถึง ความคิดที่ชื่นชมกับอดีต เกรี้ยวกราดต่อปัจจุบันและมองไม่เห็นอนาคต ซึ่งได้แก่งานจากนักเขียนวรรณคดีรุ่นเก่าที่ยกย่องความงามจากวรรณคดีโดยไม่วิเคราะห์สภาพความเป็นจริงของสังคมในขณะนั้น กวีที่มีแนวคิดในทางนี้ได้แก่ อังคาร กัลยาณพงศ์, สุจิตต์ วงศ์เทศ, ว. ศรีสุโร เป็นต้น
2. แนวทางเสรีนิยม หมายถึง ความคิดที่ยึดถือปัจเจกชนเป็นใหญ่ มุ่งทำลายล้างอิทธิพลของเจ้าขุนมูลนายมีทั้งนักกลอนที่เขียนถึงอารมณ์ของตัวเองเป็นใหญ่และเขียนถึงอารมณ์ ในวงกว้างออกมา เช่น ความรักต่อความดี ความถูกต้อง เช่น จ่าง แซ่ตั่ง, ขรรค์ชัย บุญปาน, วรฤทธิ์ ฤทธาคณี เป็นต้น
3. แนวทางที่ก้าวหน้า หมายถึง ความคิดที่ศึกษาและรับจากอดีตอย่างวิพากษ์เลือกข้อดีข้อเสีย คำนึงประโยชน์ประชาชนที่ถูกกดขี่เป็นใหญ่ มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมองเห็นอนาคตว่าวันข้างหน้าต่อไปความเสมอภาคและเป็นธรรมจะต้องเกิดขึ้น ฉะนั้นเป้าหมายการเขียนของกลุ่มนี้จะมุ่งถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าความดีงามเป็นส่วนตัว กวีในกลุ่มนี้ได้แก่ วิทยากร เชียงกูล, สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นต้น
ประเภทของร้อยกรองปัจจุบัน การแบ่งประเภทของบทร้อยกรองปัจจุบัน สามารถแบ่งได้หลายแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ในที่นี้จะได้เสนอวิธีการแบ่งประเภทร้อยกรอง โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้
1) ใช้รูปแบบฉันทลักษณ์เป็นเกณฑ์ แบ่งย่อยได้ 3 แนวดังนี้
1.1) ร้อยกรองที่มีรูปฉันทลักษณ์ตามแบบแผน เป็นบทร้อยกรองที่ยึดรูปแบบ และลักษณะบังคับของบทร้อยกรองแบบเดิมอย่างเคร่งครัด และนิยมแต่งบทร้อยกรองให้เป็นเรื่องเล่าขนาดยาว เช่น นิราศขุนช้างขุนแผน ของ นายฉันท์ ขำวิไล นิราศเกาหลี ของ พลเรือ ตรีจวบ หงสกุล ลิลิตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ของ พ.ต.ต. พิศาล เสนะเวส เป็นต้น
1.2) ร้อยกรองที่ประยุกต์ฉันทลักษณ์ เป็นบทร้อยกรองที่ยังคง ฉันทลักษณ์แบบเดิมแต่ไม่เคร่งครัดนัก
ผู้แต่งอาจเปลี่ยนแปลจำนวนคำในแต่ละวรรค จำนวนวรรคในแต่ละบทใหม่อาจเปลี่ยนแปลงแบบแผนสัมผัสให้ต่างไปจากของเดิม เช่น คงสัมผัสนอกไว้ ส่วนสัมผัสในอาจมีหรือไม่มีก็ได้ และอาจวางรูปแบบให้ผิดไปจากแบบแผนโบราณบ้าง ร้อยกรองลักษณะนี้จะปรากฎในงานเขียนของ อังคาร กัลยาณพงศ์, ขรรค์ชัย บุนปาน, จิตร ภูมิศักดิ์, และไพบูลย์ วงษ์เทศ เป็นต้น
1.3) ร้อยกรองที่มีรูปฉันทลักษณ์อิสระ คือบทร้อยกรองที่เป็นอิสระจากธรรมเนียมนิยม และฉันทลักษณ์แบบเดิม ด้วยการคิดแบบแผนขึ้นใหม่ เช่น ร้อยกรองประเภทกลอนเปล่า ที่มีลักษณะประสมประสานกันระหว่างร้อยแก้วกับร้อยกรอง ดังจะเห็นได้จากงานของ ราช รังรอง, วิทยากร เชียงกุล, สุชาติ สวัสดิ์ศรี และร้อยกรองประเภทวรรณรูป ซึ่งเป็นการประสานศิลปะการวาดภาพเข้ากับศิลปะการประพันธ์ ดังจะเห็นได้จากงานของ จ่าง แซ่ตั้ง เป็นต้น บทร้อยกรองประเภทนี้แบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภทคือ
2) ใช้เนื้อหาและแนวคิดเป็นเกณฑ์ แบ่งออกเป็น 2 แนว ดังนี้ (อวยพร มิลินทางกูร 2519 : 2-3)
2.1) ร้อยกรองแนวพาฝัน เป็นบทร้อยกรองที่มุ่งความบันเทิง หรือให้อารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่านเป็นสำคัญ ร้อยกรองประเภทนี้จึงมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียน อาจเป็นเรื่องของความรักทั้งที่สมหวังและผิดหวัง เรื่องความสวยงามของธรรมชาติ หรือเป็นบทสดุดี ดังจะเห็นได้จากงานเขียน ของ กุลทรัพย์ รุ่งฤดี, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, เจษฎา วิจิตร, ทวีสุข ทองถาวร เป็นต้น
2.2) ร้อยกรองแนวก้าวหน้า เป็นบทร้อยกรองที่แสดงความก้าวหน้าทางความ คิดสะท้อนสภาพสังคมตามความเป็นจริง เสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ในสังคมหรือชักชวนผู้อ่าน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิม ดังจะเห็นได้จากงานของ นายผี, จิตร ภูมิศักดิ์, รวี โดมพระจันทร์, คมทวน คันธนู, วัฒน์ วรรลยางกูร เป็นต้น
3) ใช้กลุ่มกวีและท่วงทำนองการแต่งเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็น 3 แนว ดังนี้ (ไพลิน รุ่งรัตน์ 2529 : 37-3)
3.1) ประเภทพราวคำ-ความเด่น เป็นงานร้อยกรองที่ให้ความสำคัญกับความคิดและเนื้อหาเท่า ๆ กับกลวิธีทางวรรณศิลป์ ซึ่งหมายความว่าบทร้อยกรองกลุ่มนี้ จะเด่นทั้งอรรถรส ความไพเราะและแน่นด้วยความคิดสร้างสรรค์ ดังจะเห็นได้จากผลงานของ อุชเชนี, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (ในระยะหลัง) แรคำ ประโดยคำ, ประกาย ปรัชญา เป็นต้น
3.2) ประเภทหวานลึก - รู้สึกนำ เป็นงานร้อยกรองที่จะปรากฎอารมณ์ความรู้สึกของผู้ประพันธ์เด่นชัดกว่า "สาร" อื่น โดยผู้ประพันธ์จะใช้รูปแบบฉันทลักษณ์ และการสรรคำเป็นสิ่งโน้มนำผู้อ่านให้เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกนั้น ๆ ความไพเราะของบทประพันธ์เด่นเท่ากับประเภทพราวคำ - ความเด่น แต่สื่อด้านอารมณ์มากกว่าความคิด ซึ่งจะเห็นได้จากงานของประยอม ซองทอง, ทวีสุข ทองถาวร, นิภา บางยี่ขัน, วาณิช จรุงกิจอนันต์, เฉลิมศักดิ์ ศิลาพร, ไพวรินทร์ ขาวงาม, ถนอม ไชยวงษ์แก้ว เป็นต้น
3.3) ประเภทมุ่งความคิด-พิศสังคม เป็นร้อยกรองที่เน้นการให้ความคิดแก่ผู้อ่านอย่างโดดเด่นเห็นได้ชัด
ส่วนใหญ่จะสะท้อนภาพ หรือเสนอความคิดในการปรับปรุงสังคมเป็นการนำเสนออย่างมีเป้าประสงค์ชัดเจน ร้อยกรองประเภทนี้การเลือกสรรถ้อยคำตลอดจนเรื่องการประดิษฐ์ตกแต่งโวหารจะเป็นเรื่องรองจากความคิด ดังจะเห็นได้จากผลงานของ จินตนา ปิ่นเฉลียว, ปิยพันธ์ จัมปาสุต, พิบูลชัย พันธุลี, ประเสริฐ จันดำ, คมทวน คันธนู, ญิบ พันจันทร์ ศิวากานต์ ปทุมสูติ เป็นต้น (ดนยา วงศ์ชนะชัย. 2542 : 324-23)