ก่อนอื่น ต้องขอกราบขอบพระคุณท่าน ศ.ดร. จีระ และขอบคุณคุณยมที่ให้ความเมตตาให้ผมได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในระหว่างการเรียนการสอนแก่นักศึกษา MBA สาขาการจัดการธุรกิจอาหาร (ขออภัยนะครับ หากเขียนชื่อสาขาไม่ถูกต้องครบถ้วน) ที่ KMIT ลาดกระบังเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ย. 49 รวมทั้งได้มีโอกาสเข้าร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานที่ บจก. ไทยคิวพี อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรีและโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง อ. ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี ในวันจันทร์ที่ 11 (911-เป็นวันดี)

ความท้าทายของนักบริหารทั้งหลายคือการบริหารคน หรือทรัพยากรมนุษย์ ที่จะทำอย่างไรให้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า สังคม และชุมชน เกิดความพึงพอใจ (Stakeholder Satisfaction) เกิดความสุขในการอยู่ร่วมกัน โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า การดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำรัสเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ซึ่งผมเองคิดว่าก็คือหลัก 3 รู้ คือ

1) รู้จักหา คือ ถ้าเป็นข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ พ่อค้าทั้งหลายจะต้องมีสัมมาอาชีวะ ไม่คดโกง ไม่เอาเปรียบ ใช้กำลังความคิด ความรู้ ความสามารถแลกเปลี่ยนมาเป็นหน่วยแลกเปลี่ยนกลางนั่นก็คือเงิน  หากเป็นชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร ชาวประมง ก็ต้องมีสัมมาอาชีวะ ไม่เอาพืช ผัก ผลไม้ ผลิตผลอื่น ๆ ที่มีสารเคมีตกค้าง หรือปลูกพืชผักผลไม้เหล่านั้นโดยไม่พึ่งพาสารเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตผลทางการเกษตรด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น การซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยราคาที่ยุติธรรม นั่นคือหากพ่อค้าคนกลาง กดราคาซื้อผลิตผลทางการเกษตร ก็ทำให้ระบบการจับจ่ายใช้สอยของเกษตรกรก็ลดลง ก็ส่งผลให้การผลิตในภาคส่วนอุตสาหกรรมก็ลดลงด้วย เมื่อการผลิตลดลง การจ้างงานก็ลดลง ระบบหมุนเวียนของเงินก็สะดุด เศรษฐกิจระดับ Macro ก็มีปัญหา หากเป็นนักเรียน นักศึกษา ก็ต้องมีสัมมาอาชีวะ ซึ่งอาชีวะหรืออาชีพของตนเองคือ อาชีพนักเรียนนักศึกษา ก็ต้องตั้งใจเล่าเรียน ศึกษา พัฒนาองค์ความรู้ โดยที่ทุกคน ทุกอาชีพจะต้องยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง และ PDCA - Plan Do Check Act อยู่เสมอ ๆ 

2) รู้จักใช้ คือ ใช้อย่างคุ้มค่า (Reasonable) และมีคุณค่า (Value) ไม่ใช้ประหยัดจนเกินไป ป่วยก็ไม่ไปพบแพทย์ ซื้อยากินเอง  มัธยัสถ์เสียจนเป็นโรคขาดอาหาร หรือกินอาหารภัตตาคารทุกมื้อ การทำอาหารกินร่วมกัน แม้อาจไม่หรูหราและอร่อยเท่า แต่ก็ได้ความสุข ความผูกพันและความทรงจำมาทดแทน     

3) รู้จักเก็บออม  ข้อนี้ก็สำคัญยิ่งอีกเช่นกัน วิสัยทัศน์ชาวบ้าน คือการประหยัดและเก็บออม อย่างชาญฉลาด ชาวไร่ชาวนาหลายรายมีเงินเก็บ มีเงินหมุนเวียนเป็นหลักหมื่นหลักแสน แต่จัดการเงินเพียงฝากออมทรัพย์ไว้กับธนาคาร ไม่เคยมีใครแนะนำเขาเกี่ยวกับการฝากเงินไว้กับกองทุนต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่เคยมีใครแนะนำเกี่ยวกับการจัดสรรเงินที่ได้จากการทำงาน ผม (ในฐานะลูกชาวนาคนหนึ่ง)เชื่อว่า ชาวไร่ชาวนาทั้งหลายเขามีเงินเก็บ มีเงินหมุนเวียนที่พอเหมาะ จนกระทั่งวันหนึ่งเงินที่เขาเก็บถูกนำออกมาใช้จ่ายในสิ่งที่อาจไม่จำเป็นอย่างแท้จริง เหตุผลดียวที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นยอมคือ  "ความรัก" รักลูกก็ให้ลูก เมื่อลูกต้องการในสิ่งที่อาจไม่สมควร ไม่ว่าจะเป็นมือถือ มอเตอร์ไซด์ รถยนต์ เสื้อผ้า รองเท้าแบรนด์เนม ราคาแพง สิ่งที่แปลกก็คือ คนที่มีแบรนด์ กลับไม่ใช้สินค้าที่มีแบรนด์ เช่น ผมเคยได้รับ email จากเพื่อนที่ส่งรูปโทรศัพท์มือถือของในหลวงเป็นรุ่นเก่ามาก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นสิ่งที่ร้อยเรียงและนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของชีวิต  คือความสุข (Happiness) ซึ่งสอดคล้องกันกับแนวคิดแนวปฏิบัติของปรมาจารย์ 3 ท่านคือ 8K's ของ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ 8H's ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ และ H+(plus) ของ Edward De Bono คือสุขที่ได้ให้ (Happy for Giving) สุขที่ได้รับ (Happy for Taking) สุขที่ได้ยิน (Happy for Listening) สุขที่ได้เห็น (Happy for seeing) สุขที่ได้สัมผัส(Happy for Touching) และสุดท้ายคือสุขที่ใจ (Mind) รักษาหัวใจให้เข้มแข็งและแข็งแรง ด้วยความรักและความปรารถนาดี สิ่งดีดีก็จะบังเกิดขึ้น

รัก 

ประจวบ ไกรขาว