ยืนยัน ตามที่อาจารย์ปารมีเขียนไว้ครับ ผมไม่ได้รู้ระเบียบวิจัยมากนัก ที่ผ่านมาเป็นมวยวัดจริงๆ
ก่อนมาได้คุยกับอาจารย์ปารมี ภาควิชาเราน่าจะส่งคนไปเรียนด้าน biostat หรือ ระบาด บ้าง อย่างน้อยก็จะได้พอช่วยเหลือคนที่เริ่มทำวิจัย ในเรื่องการ design experiment ให้เป็นมวยหน่อย ไม่ใช่นึกอยากทำอะไรก็ทำ แล้วสุดท้ายก็แค่ตอบคำถามได้ แต่ไม่สามารถตีพิมพ์ได้ หากเราจะเน้นการทำวิจัยมากขึ้น คงต้องทำแบบเชิงรุก สนับสนุนให้พวกเราคิดโจทย์วิจัยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างฝ่าย support ให้แข็งแรงเหมือนกัน เมื่อเขาคิดโจทย์วิจัยได้ ฝ่าย support ก็ต้องเข้าไปช่วยในเรื่องการ design experiment งานยากๆ ยกให้ฝ่าย support เป็นคนทำ ขณะเดียวกันก็สอนเขาไปด้วย เขาก็จะได้ไป concentrate กับงานของแล็บ การออกแบบ การวิเคราะห์ การจัดการกับสถิติ มีคนคอยช่วย สิ่งเหล่านี้บอกให้เรารู้ว่าเรายังขาดมืออาชีพด้านทีม support ซึ่งน่าจะมองหาใครสักคนสองคน ส่งไปเรียนด้านนี้
ในมุมมองของผม คิดว่า การคิดโจทย์วิจัยที่ดี เป็นเรื่องยากที่สุด กระบวนการอื่นๆ เป็นเพียงการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นเป็นอย่างไร ทำได้จริงในทางปฏิบัติไหม ซึ่งเป็นเรื่องรอง ใครที่อยากตั้งโจทย์วิจัยเก่งๆ ก็ต้องหัดตั้งคำถามบ่อยๆ
ยาขอบ (ผู้เขียนเรื่องผู้ชนะสิบทิศ) เคยเล่าไว้ว่า เขาอ่านหนังสือแต่ละเล่ม เล่มละ 3 ครั้ง แต่ให้มุมมองที่แตกต่าง
     ครั้งแรก อ่านด้วยใจที่เป็นกลาง  ....อ่านให้เข้าใจว่าเนื้อหาเป็นอย่างไร ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร
     ครั้งที่สอง อ่านด้วยใจอคติ แย้งมันซะทุกเรื่อง เขาทำมาอย่างนี้ แล้วจะแย้งเขาได้อย่างไร ทำเหมือนที่หลายๆคนทำกับรัฐบาลปัจจุบัน
     ครั้งที่สาม อ่านด้วยใจนิยม  ทำไมเขาช่างดีเลิศประเสริฐศรี ทำอะไรก็ไม่เคยผิด ช่างสมบูรณ์โดยแท้
     ในเรื่องเดียวกัน เมื่อมองได้ทั้งสามมุม หากสามารถเปรียบเทียบกันได้ ก็จะพบว่าอะไรคือความต่าง แล้วตั้งคำถามจากความแตกต่างนั้น
     ผมมาเข้าใจกระจ่างเรื่องนี้ตอนอ่านเรื่อง โจโฉ ที่เขียนโดยอาจารย์ คึกฤทธิ์   ปราโมท ไอ้ความคิดเดิมว่าเล่าปี่เป็นพระเอก ทำดีหนักหนา ก็หายไปเลย โจโฉจากที่เป็นผู้ร้าย กลับกลายเป็นคนดีที่ถูกเข้าใจผิด เป็นการสร้างมุมมองที่แตกต่าง
     เขียนมาซะยาว ซักออกนอกเรื่องแล้ว  เห็นไหมว่าที่คุณนิดหน่อยบอกว่า จับประเด็นเก่ง น่าจะไม่จริงแล้ว เพราะพาออกนอกเรื่องที่คุยกันแล้ว  ในทาง logic บอกว่า ในความจริงถ้ามีความเท็จบนอยู่ แสดงว่าข้อความนั้นไม่เป็นจริง
     เรื่องของเรื่อง เอาเป็นว่า รักในงานที่ทำ ตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย ของคำถามนี้ เมื่อเรามีความรักที่ทำให้มองด้วยสายตาสีชมพูแล้ว เราก็จะทำมันอย่างที่อยากทำ ไม่ใช่ทำเพราะต้องทำ ทีนี้สุดท้ายก็เพียงเสริมเข้าไปว่า ลองดูวิธีการอื่น.....
  • จะช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นไหม
  • จะช่วยให้เราทำได้เร็วขึ้นไหม
  • จะช่วยให้เราประหยัดขึ้นไหม
  • จะช่วยให้ผลการทดสอบน่าเชื่อถือขึ้นไหม
  • จะช่วยให้ชาวบ้านที่ไม่มีความพร้อมด้านเครื่องมือและเทคโนโลยีเหมือนที่ มอ เขาใช้ได้มากขึ้นไหม
  • อื่นๆ อีกมากมาย
     แต่ทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปว่า ความรักในงานที่ทำ หรอกครับ