วันนี้ของน้าสมัย
เมื่อปลายเดือนที่แล้วได้มีโอกาสไปเยี่ยมผู้นำการเรียนรู้ของผมที่ฉะเชิงเทรา นำหนักขึ้นมาอีก 2 กิโลกรัมทำให้มีแรงมากขึ้นและดูแลตนเองได้ดี พร้อมทั้งย้ายออกมาจากบ้านพี่สาวที่คอยดูแลซึ่งกันและกันเมื่อน้องออกจากโรงพยาบาลมาใหม่ๆ "น้าไม่ได้กินยาของหมออีกเลยนะ กินแล้ว 2-3 มันแย่จริง เหมือนกับว่าเราต้องแยกจากกัน(มะเร็งกับน้าสมัย)" เป็นประโยคแรกที่น้าสื่อสารมาถึงผมก่อนที่ผมจะถาม "ดีแล้ว" ผมตอบไปอย่างสั้นๆ กับมาอยู่ตัวเองได้สักสิบกว่าวัน บ้านป้าเขามาหลาน อยู่กันหลายคน พอช่วยตัวเองได้ก็ออกมาเอาไว้จำเป็นจริงถึงกลับไปอีก(บ้านติดกันเพียงแต่มีถนนขั้นเท่านั้น) ตอนนี้เริ่มทำอะไรบ้าง เป็นคำถามชวนคุยของผม จริงๆก็คิดถึงลูก และหลานที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ หากปล่อยเวลาเราก็จะคิดถึงเขามากไม่หยุดหย่อน ป้าก็ทำงานเล็กน้อยพอมาแรงทำได้ ทำสวน ปลูกผัก ตัดไม้เล็กที่ขึ้นตามรอบๆบ้านทั้งของตนเอง และบ้านพี่ๆน้องๆที่อยู่ติดกัน แดดจัดก็ไปอยู่ที่บ้านป้า ที่มีพี่น้องมานั่งล้อมวงคุยกันทุกวัน(ยังมีพี่ และน้อง อีก 7 คน) เป็นเรื่องที่น้าสม้ยเล่าให้ผมฟัง
ผมเห็นป้ามีความสุขดี เราไม่ได้คุยเรื่องโรคที่น้าเผชิญอยู่เลยผมว่าน้าสามารถจัดการและอยู่กับมันได้ดี และไม่กังวล เรื่องยา มะเร็งน้าบอกว่าจะกลับไปบอกหมอว่าท่านไม่ได้ตอนที่หมอนัดต้นเดือนมิถุนายน นี้
ผมได้เอาเรื่องราวดีๆที่ศูยน์มะเร็งมหาวชิราลงกรณ์ จากการประชุมโรงพยาบาลคุณภาพด้วยความรัก มาฝากครับที่เข้ากับที่ผมไปเยี่ยมน้าสมัย
เมื่อรู้ตัวว่าต้องอยู่คู่กับเจ้า ใจมันเฝ้ากังวลอยู่เสมอ
ว่าวันหนึ่งวันนั้นคงได้เจอ วันที่เธอกับฉันต้องแยกทาง
ถ้ากูตายมึงก็ตายไอ้เพื่อนยาก กูลำบากมึงลำบากเพื่อนของฉัน
เพราะมึงอยู่คู่กับกูทุกคืนวัน เพราะฉะนั้นมึงอย่าทำให้กูตาย