8 H , 8 K และหมอประเวศ 10 ข้อ[1] ระยะนี้ การต่อสู้กันทางการเมืองยังมีต่อไป ร้อนแรงเช่นเคย เป็นช่วงที่คนไทยจะต้องศึกษาทุกอย่างให้รอบคอบ หากเราคิดเป็น วิเคราะห์เป็น แยกแยะให้ออก ประเทศของเราอาจจะไปสู่ความยั่งยืนได้ การแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ คนในเมือง และคนในชนบท อาจจะไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมนักในปัจจุบัน
ผมคิดว่า ภาคเมืองต้องเข้าใจภาคชนบท ภาคชนบทต้องเข้าใจภาคเมืองเช่นกัน และหาทางอยู่ร่วมกัน มองประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว จะทำได้หรือไม่ ยังไม่มีใครทราบ สำหรับงานของผมได้ทำทั้งภาคเหนือ ภาคชนบท คือ เราเป็นคนกรุงเทพฯ ต้องสร้างโอกาสให้ภาคชนบท ได้รับทราบข่าวสารที่ถูกต้อง
ปัญหาในปัจจุบันคือ ความคิดของคนในเมืองหรือกรุงเทพฯ กระจุกตัวกันเฉพาะคนที่มีความคิดคล้ายกัน เราต้องสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นทั้ง 2 ภาค
ตัวที่เชื่อมโยงกันจริง ๆ คือ รุ่นลูกของชาวชนบท ปัจจุบันได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นมาก และอาจจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดกันมากขึ้น จึงควรจะสร้างระบบการเรียนรู้มากขึ้นในต่างจังหวัด
อุปสรรคที่สำคัญคือ สื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อวิทยุ ในระบบ FM ซึ่งช่องที่ผมทำอยู่ เช่น FM 96.5 MHz ไม่สามารถกระจายไปต่างจังหวัดได้ ผู้ฟังยังเป็นกลุ่มเดิม ประเทศไทยจึงยังไม่มีความคิดที่หลากหลายนัก คงต้องค่อย ๆ แก้ไขต่อไป
ประเทศเม็กซิโก คล้าย ๆ กับเรา คนชั้นกลางชอบแนวคิดแบบหนึ่ง ถูกคนชั้นล่างฝ่ายผู้ใช้แรงงาน คิดอีกแบบหนึ่งไม่เห็นด้วย โดยผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของเขา ต้องเรียนรู้ต่อไป
ผมโชคดีที่ได้ทำงานในทุกภาคส่วน และทุกสาขา เช่น การให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ได้แสดงออก จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างที่ Peter F. Drucker พูดไว้เสมอว่า ทุก ๆ วันที่ผ่านไป เขา “ เรียนรู้จากผู้ฟัง “
เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม ผมได้รับเกียรติจากอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ( Humanity ) มองนักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจ Human capital อย่างผม ไปบรรยายให้นักศึกษากว่า 300 คนฟัง ที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหัวข้อ “การบูรณาการแนวคิด ไปสู่มนุษย์ที่มีคุณค่า” นับเป็นความภาคภูมิใจของผมอย่างยิ่ง
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ เพราะมีหลายอย่างคล้ายทฤษฎี 4 L’s โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
หัวข้อที่คณะมนุษยศาสตร์ให้ผมพูดคือ มองมนุษย์อย่างมีคุณค่า ซึ่งประกอบไปด้วย มนุษย์มูลค่าเพิ่ม คือ ทุน 8 K’s ต่าง ๆ แต่เพิ่มคุณธรรม จริยธรรม การมีวัฒนธรรมที่งดงาม การมีประวัติศาสตร์ที่ควรหวงแหน และการมองมนุษย์ในมิติต่าง ๆ เช่น สันติภาพ และศาสนาด้วย
ผมได้ยกตัวอย่าง มนุษย์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าหลายท่าน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น
- รัชกาลที่ 9
- ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต)
- ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
- ศ.น.พ.เกษม วัฒนชัย
- ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
- คุณอานันท์ ปันยารชุน
- หมอประเวศ วะสี
ในต่างประเทศ เช่น
- Mother Teresa
- Mohandas Karamchand Gandhi หรือ Mahatma Gandhi
จะเห็นว่า มนุษย์มีคุณค่า ไม่ได้เกิดมาแต่ตัวเขา หรือมัวเมาในอำนาจหรือเงิน หากแต่มีความหวังที่จะทำโลกให้ดีขึ้น ประชากรที่ยากจนดีขึ้น หรือทิ้งมรดกดี ๆ ไว้ให้คนรุ่นหลัง
ผมมาร่วมงานครั้งนี้ จึงได้มองอะไรที่กว้างขึ้นกว่าเดิม และทำให้คนที่ทำงานในองค์กรที่เป็นลูกค้าผม ส่วนใหญ่ได้ดูมนุษย์อย่างครบวงจร แบบที่ผมเน้นทฤษฎี HRDS คือ
• Happiness มีความสุข
• Respect ยกย่องให้เกียรติ
• Dignity มีศักดิ์ศรี
• Sustainability มีความยั่งยืน
นับได้ว่าเป็นสัปดาห์ที่ได้ทำงานทางวิชาการครบถ้วน จึงขอขอบคุณคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเดียวกัน นักศึกษามนุษยศาสตร์ ได้เติมเต็ม 8 K’s เรื่องทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนทางด้าน Networking โดยเฉพาะทุนทางปัญญาเป็นสิ่งสำคัญมาก
มีคำพูดคำหนึ่งที่อยากให้เข้าไปในสมองของเด็กกว่า 300 คนที่ผมได้พูดคือ ฟังวันนี้แล้ว ลองนึกว่า เมื่อนักศึกษาอายุ 40 ปี ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไร จะต้องปรับตัวเองตลอดเวลา มีทั้งปัญญา คุณธรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต รักษาสังคมมนุษย์ให้อยู่รอดต่อ ๆ ไป
ปัจจุบันสิ่งหนึ่งที่เป็นคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชอบคิดและอยากคิด แต่การเรียนยังไม่ได้ให้เขามีส่วนคิดได้เต็มที่ การเรียนแบบเดิมยังเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ปรากฏว่าผมพูดเพียง 1 ชั่วโมง มีการโต้ตอบกันกว่า 45 นาที
ผมขอรายงานให้ทราบว่า ผมกับปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ จะมีหนังสือ pocket book เล่มใหม่ร่วมกัน ซึ่งจะเปรียบเทียบทฤษฎี 8 H กับ 8 K ในการทำงานของเรา 2 คน
ผมคิดว่า คนไทยยุคใหม่จะต้องมีปรัชญา ทฤษฎีของตัวเอง และได้ฟัง 8 H ของปลัดในการสัมมนาหลายครั้ง ท่านมีแนวคิดที่เป็นแบบไทย ๆ ซึ่งหากผสมกันระหว่าง 8 K’s และ 8 H’s จะไปได้ดี คือ 8 H มองศักยภาพของมนุษย์แบบครบวงจร อย่าง Head ของท่าน คือ ทุนทางปัญญาไม่พอ ต้องมีความรู้สึกที่เกี่ยวกับจิตใจด้วย Spiritual จึงจำเป็น และ Hand ของท่านคือ คนเก่งต้องทำงานเองได้ ไม่ใช่สั่งอย่างเดียว หรือลูกน้องทำให้ มีความคิดไม่พอต้องทำเป็นด้วย ซึ่งทำให้ผมนึกถึง Jack welch เขาได้เน้น Execution และผมชอบทฤษฎี Get thing done ผมว่าคนไทยไม่ค่อยจะ Get thing done มักรอให้นายสั่งมากกว่า
ส่วนคุณหมอประเวศได้ออกบัญญัติ 10 ประการ สำหรับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งมีหลายเรื่องเป็นเรื่องทุนมนุษย์ และมนุษย์ศาสตร์ เช่น ข้อที่ 10 เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต คิดเป็น วิเคราะห์เป็น คือ Head ของท่านปลัด และทุนทางปัญญาของผม
อีกเรื่องหนึ่งคือ Happiness ซึ่งทั้งผมและท่านปลัดมี คุณหมอประเวศก็มี และที่สำคัญคือ การยกย่องคนที่เสียเปรียบทางสังคม Respect และการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นจุดสำคัญ และสุดท้ายต้องเน้นทุนทางจริยธรรม
คนไทยยุคนี้คิดอะไรคล้าย ๆ กัน ซึ่งหากดูทฤษฎี H+(plus) ของ Edward De Bono ก็มีอะไรคล้ายของเรา และมาทางตะวันออกมากขึ้นด้วย เช่น มีเรื่อง Happiness , Health แต่เขาเพิ่มเรื่อง Humour ขึ้นมาคือ ชีวิตต้องมีอารมณ์ขันด้วย สุดท้ายคือ Hope ผมยังหวังว่า ประเทศไทยจะรอดจากวิกฤติต่าง ๆ อย่างราบรื่น จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181 <div>
<hr><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97</p></div>
</div>