สวัสดีค่ะน้องกะปุ๋ม
^ ^ พี่เองมีนิมิตไม่มากนักค่ะ ที่เห็นก็ไม่รู้เรียกว่านิมิตหรือเปล่า อิิอิ ส่วนใหญ่จะเห็นว่าไปนั่งอยู่อีกที่หนึ่ง หรือเห็นพระประธานในโบสถ์อีกที่หนึ่ง เคยเห็นตัวเองตัวใหญ่คับโบสถ์ก็มี แต่ก็ดูไปเรื่อยๆ ค่ะ ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจอะไร ไม่รู้แบบนี้เรียกนิมิตหรือเปล่า แต่ก็เห็นประมาณแบบนี้ ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ความคิดค่ะ ฮ่าๆๆๆ ไม่ค่อยมีอะไรแฟนซีนัก ไว้ถ้าเจอกันแล้วจะรอฟังของน้องกะปุ๋มนะคะ
พี่เองก็คิดเหมือนที่พระอาจารย์ของน้องกะปุ๋มบอกค่ะ ว่าวันนี้ก็ต้องทำงานไปตามสมมติก่อน ตราบใดที่ยังรู้สึกว่ายังทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อยู่ค่ะ ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นสมมติและอยากละสมมติเหล่านี้มากๆ ... คิดในอีกแง่หนึ่ง การอยู่ในสิ่งสมมติก็เป็นเวทีให้เราฝึกปฏิบัติได้ดีทีเดียว จะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราเห็นสมมติ และเราละได้จริงๆ ไหม เรายังโดนสมมติครอบงำได้ไหม..และถ้าสิงที่ทำเกิดประโยชน์ด้วย ก็ถึือเป็นโชคสองชั้น ได้ปฏิบัติและได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย ^ ^
ตัวอย่างที่พี่ยกเรื่องเด็ก เป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับที่กะปุ๋มเล่าพอดีเลยนะ.. ครูบาอาจารย์ของพี่ท่านเคยพูดว่า..เด็กบริสุทธิ์ ยังไม่มีกิเลส แต่ทำไมเด็กจึงเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้ยาก ก็เพราะเด็กยังขาดปัญญา ยังไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกหรือธรรม ยังแยกแยะไม่ได้ กระทำตามสัญชาตญาณเป็นส่วนใหญ่ ก็ต้องสอนกันแบบนี้แหละค่ะ ^ ^
การมีสติเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ อย่างน้อยก็สามารถประคองตนให้ดำรงอยู่โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นหรือตนเอง..การมีสติจะทำให้เราค่อยๆ ละสิ่งต่างๆ ออกไปเรื่อยๆ เพราะมีสติแล้วปัญญามันจะเกิด คิดออกว่าอะไรเป็นอะไร(อันนี้จากประสบการณ์) แต่ก็ต้องระวัง เพราะความคิดปรุงแต่งของตัวเองก็มีมากจริงๆ เผลอเป็นไม่ไ้ด้เลย ^ ^