- ผมขอนับวันที่เริ่มเข้ามาทำงานวันแรกคือ วันที่ 2 มิ.ย.51 เป็นวันแรกของการกลับมาเผชิญโลกอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ไปเยอรมัน 1 ปีเต็ม และลาเรียนอีก 4 ปีเต็ม
- ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา ได้หันหน้าเข้าศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนอย่างจริงจัง เริ่มจากการศึกษาไตรลักษณ์ จากคู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาส และตามศึกษาหลักธรรมต่าง ๆ เช่น มหาสติ รวมไปถึงพุทธสายเซน และได้ฝึกปฏิบัติบ้างตามโอกาสอันควร การฝึกจิต การเจริญสติในชีวิตประจำวัน และคิดว่าคงยังเข้าไม่ถึง ปฏิเวธ
- จนเมื่อต้องออกมาใช้ชีวิตทางโลก ในช่วงแรกทำให้รู้สึกเกิดความสับสนเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับงานใหม่ ที่ทำงานใหม่ เป็นการข้ามศาสตร์มา คล้าย ๆ กับว่า เป็นมือเหมือนกันแต่ด้านเดิมเป็นหน้ามือ งานใหม่เป็นหลังมือ อะไรประมาณนั้น
- ผมเผชิญโลก โดยการพานิสิตที่อายุและประสบการณ์ทางโลกเฉลี่ยมากกว่าผม ที่สำคัญไม่ได้สอน และไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนไปดูงานและใช้ชีวิตร่วมกัน
- ตามด้วยการไปร่วมการสัมมนาวิชาการ กับนิสิตอีก 4 ศูนย์ ซึ่งเมื่อก่อน 5 ปีที่แล้ว จริงอยู่ที่เราอาจเคยเป็นหัวหน้าภาควิชา แต่นิสิตส่วนใหญ่จะเป็นนิสิตปริญญาตรีอายุไม่มาก ใส สะอาด ไม่แก้วน้ำชาที่ยังไม่ล้น ทำให้การบริหารจัดการเป็นแบบตรงไปตรงมา และไม่มีปัจจัยแทรกซ้อนมากนัก แต่ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป
- จึงทำให้บุญบารมีที่สะสมมา ได้รับการท้าทายและสั่นไหวอย่างยิ่ง แต่ผมเองก็ใช้ธรรมะ แนวคิดชาล้นไม่ล้นถ้วย และทฤษฎีตัว U รวมทั้งเทคนิคอื่นตามแต่จะนึกได้เข้าออกมาประยุกต์ใช้ และเปิดพื้นที่การเรียนรู้อย่างเต็มที่
- ...แปลกประหลาดมากจริง ๆ ครับ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่กลับจากการพานิสิตไปดูงาน และได้รับการนอนหลับพักผ่อนสบายตัว สบายใจขึ้น รู้สึกเหมือนความสามารถทางโลกเดิมที่เคยมีแต่ก่อนการเข้าหาทางธรรม ได้เข้าผสมกลมกลืนกับความสามารถทางธรรมที่ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติมากว่าสองปี และเกิดความรู้สึกโล่งสบาย จิตว่าง อย่างบอกไม่ถูก คือ ไม่ต้องเปิดตำราธรรมเพื่อแก้ปัญหา ไม่ต้องใช้ใจดูจิต คือ ปล่อยให้จิตว่า และทำงานไปแบบจิตว่าง ประมาณนั้นครับ