สวัสดีครับ

  มีเรื่องราวดีๆที่จะมาแบ่งบันนะครับ

  อาจจะทำให้ความรู้สึกต่อเรื่องราวที่เราเห็น  เรื่องราวที่เรารับรู้และสัมผัสดีมากขึ้นครับ หวังเช่นนั้น

   หลังกลับจากเชียงราย  ส่วนตัวผมรู้สึกนุ่มนวล  และมองเรื่องราวต่างๆด้วยความรู้สึกเบา และสดชื่นมากขึ้นครับ

  ด้วยแนวคิดที่เรียนรู้มาดังนี้ครับ...

    1. การเชื่อมั่นในเมล็ดพันธุ์แห่งความดีดี  และงดงามของทุกผู้คนครับ....  เชื่อมั่นแล้วอดทน  รอคอย  เข้าใจวาระของเขา  หล่อเลี้ยงวาระ ตัวตนของเขาเหล่านั้น  และของเราเองครับ

   2. ความเป็นเซียน...   เซียน  คือผู้ที่ไม่มองผู้อื่นว่าเป็นปัญหา  แต่มองที่ตัวเราเองว่ายังไม่ได้ทำ  ไม่ได้สร้างต่างหาก....   เรื่องของเซียนนั้นมาจากประเด็นเรื่อง 5 ประสิทธิภาพของการเรียนรู้ครับ   คือ  1. เด็กฝึกหัด  2. เด็กฝึกหัดที่เก่ง 3. คนทำงานเป็น 4. คนเก่ง  และ5. เซียนครับ     ทุกคนมีระดับต่างๆ  ในเรื่องราวต่างๆกัน    ผมไม่ได้เป็นเซียนนะครับ  มีความรู้สึกเช่นกัน  แต่เเพ่อความเป็นเซียน  ผมรู้สึกว่าจะพยามเรียนรู้และเข้าใจครับ

  3. Voice  dialoque

       - เป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะทำให้เราเปิดกว้าง  เข้าใจทั้งตัวตนภายในของเรา  และผู้อื่นครับ

        - เริ่มที่ไพ่ที่เราทั้งไป  จนเหลือไม่กี่ใบ  และกลายเป็นสิ่งที่เรายึดไว้ ตัวตนของเรา  หรือผู้พิทักษ์ของเราครับ...  เช่นพวกเราที่ทำงานมุ่งมัน  ทำโครงการมากมาย  เกิดสิ่งดีๆมามาย  เราเชื่อว่าเราทำดี  มั่นใจแบบหัวชนฝา  ว่านี่เราทำดีที่สุดเเล้วนี่นา  จะมาเอาอะไรกับเรา  เราจะเชื่อมั่น  ไม่สนใจคำคนอื่น  แม้บางครั้งฟังแล้วเราอาจจะหงุดหงิด  จี๊ดด้วยซ้ำ  หรือเกิดความอื้ออึงในใจ

   ถ้าเราแบ่งออกเป็น 4 ช่อง  เราจะมองเห็นภาพรวมที่ชัดเจน  และยอมรับเสียงที่ผู้คนมองเราได้เช่น..

   ถ้าเราทำดี  ผู้คนอาจจะมองว่าเรา  เห็นแก่ตัว  เราอวดอ้าง  เราชอบโม้  เราชอบแสดงว่ากูนี่เก่ง  เราอยากได้หน้า  เราหาประโยชน์งุบงิบต่างๆนาๆ   เมื่อเราเข้าใจว่านั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถมองได้  ไม่ใช่เขาไม่ดี  แต่เพราะว่านั่นก็เป็นตัวตนของเขา  เป็นผู้พิทักษ์เขาเช่นกันครับ

  มองในแง่ดี  เขาอาจจะเป็นห่วง อยากที่จะให้เราทำอะไรน้อยๆลง  เพื่อไม่ให้เราเหนื่อย  หรืออาจจะเเบ่งเขาทำบ้าง  ช่วยๆกันก็ได้ครับ....

    4. เรื่องราวของระดับการสนทนากัน...

              - ระดับหนึ่งคือ ระดับที่เกรงใจกัน  จิ๊จะกัน  อะไรก็เห็นดี  เห็นงามไปหมด  ไม่กล้าโต้แย้งอาจจะเพราะว่าเกรงใจ  หรือกลัวเกรง  ทำให้ไม่เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบจริงๆ

             - ระดับสองคือ การโต้แย้ง debate คือเถียงกัน  ด้วยแน่ใจว่าตนเองถูก ต่างคนต่างคิดว่าตนถูก  ไม่ยอมกัน  ก็ไม่มีจุดจบที่ดี  ไม่เกิดการเรียนรู้ ถ้าจบก็เพราะความจำนนต่ออำนาจ แบบนี้มีทั่วทั้งองค์กร  และทั่วไปครับ...  ผมก็อาจะอยู่รัดับนี้  แต่เบาลง..

            - ระดับที่สาม คือ การพูดคุยกันที่พัฒนาขึ้นมาคือ  กล้าที่จะโต้แย้งแบบมีเหตุผล  กล้าที่จะยอมรับความเห็นของคนอื่นว่าถูก  และมองตนเองว่าอาจจะผิดได้อย่างจริงใจ  ฟังอย่างห้อยเเขวน  และนำไปสู่การเสนอทางเลือกอื่นๆ  ที่เป็นข้อสรุปร่วมกันเบื้องต้น  และทำลองทำ  และเรียนรู้ร่วมกัน  ปรับไปเรื่อยๆ...

            - ระดับที่ 4 คือ แบบพูดแล้วฟังด้วยความเข้าใจทันทีกับเรื่องราวของผู้พูด  หรือว่าระของผุ้พูด...

ผมว่า ทุกประเด็นของเรื่องราวตอนนี้น่าจะเป็นเช่นนนี้ครับ

   ตอนแรกผมก็ไม่สบายใจ  และก็อื้ออึงครับ  แม้จะมาจากเชียงรายใหม่ๆ  แต่ก็ปล่อยให้มันคิดไป  จนในที่สุดผมก็เขาใจผผู้คนครับว่า...

       มันคือสงครามของผู้พิทักษ์  ของแต่ละคน

       และเมื่อเรามองแบบเซียน(ได้แต่มองเพราะว่ายังไม่ได้เป็น)  เราจะพบว่า...  ถ้ามีการเปิดพื้นที่ให้กันและกัน  พูดคุยอย่างเรียง่าย  เรียนรู้เข้าใจภายในตัวตนของตนเอง  เราก็น่าจะเข้าใจกัน  รู้ว่าระของกันและกัน

   เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งคือ....

     ส่วนใหญ่และผู้คน หรือตัวผมเองมักไม่ค่อยรู้จักตนเองดีพอ  หมายถึง  ณ ตอนนั้นๆที่เราคิด  เราทำไป  เราก็เชื่อว่าเราทำดี  ทำถูก  แต่เมื่อเราเรียนรู้เข้าใจตนเองมากขึ้น  เราก็จะรู้จัก  และเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  ในสิ่งที่ผ่านมาครับ

    OPEN HEART   OPEN MILD   OPEN  WILL

     BE  PRESENSCING  นะครับ..

เนื้อหาที่เกี่ยวข้องครับ

    http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/83597

   http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/119044

   http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/104525

  http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/105957

   http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/155119

 

   http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/154957

  ลองดูแบบไม่ตัดสินนะครับ ^_^