บทเรียนนี้ผมทำเอาไว้เมื่อปีที่แล้วตอนที่ลงไปเรียนรู้กับโรงพยาบาลในภาคอิสาน ผมเอามาแบ่งปันกัน เป็นเรื่องเล่าครับ

ตอน "บททดสอบที่ไม่ต้องประเมิน"

........ลองทำอย่างที่พี่บอก "หากเห็นคนไข้เป็นทุกข์และได้เป็นส่วนหนึ่งในการบำบัดทุกข์ นั้นคือความเป็นมนุษย์ของคนธรรมดาที่เบื้องหลังเป็นหมอ" "เราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กับทุกๆคน แล้วน้องต้องการอะไรอีก" "เราเพิ่มทุกข์ให้แก่ผู้ป่วยอีกหรือเปล่า ในขณะที่ให้การรักษาโรค หมอรักษาส่วนที่ผู้ป่วยเป็นหรือทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ" "ที่นี้เราอยู่กันแบบพี่น้อง เป็นญาติกันหมด เราเป็นลูกเป็นหลาน พี่ ป้า น้า อา เป็นสรรพนามที่คนในโรงพยาบาล เราและผู้ป่วยเรียกขานกันทำให้เกิความใกล้ชิด และไว้วางใจซึ่งกันและกัน นานๆจะได้ยินคำว่าหมอออกมาจากผู้ป่วยและญาติ" เป็นคำพูดของผู้อำนวยการที่ปฐมนิเทศแก่เจ้าหน้าที่ พยาบาลใหม่ 10 คน และหมอ 2คน และทุกคนก็เริ่มทำงานทุกคำพูดดังอยู่ในสมองหมอตลอดเวลา

.......ผู้ป่วยหญิงอายุ 38 ปี เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเพิ่งย้ายกลับมาจากโรงพยาบาลมหาราช เดินทางมาด้วยตนเองกับญาติ เกือบสี่โมงเย็นแล้ว ผู้ป่วยรู้ตัวดี มาโดยลำพังไม่มีญาติมาด้วย(แวะลงเข้าบ้านก่อน) ป้าบอกว่าแม่ห่วงหลานที่ได้ทิ้งไป 2 วัน(ฝากเพื่อนบ้านไว้)เดียวจะตามมา ผู้ป่วยบอกหมอเมื่อถูกถามถึงญาติ ดูจากใบส่งตัวและอาการคนไข้แล้วคงจะไม่นาน ผู้ป่วยยังพูดได้อย่างชัดถัอยชัดคำ เดินได้แต่สังเกตเห็นความอ่อนแรงได้อย่างชัดเจน คงพยายามมากในการช่วยตนเอง แผลที่ใต้รักแร้ขวามีหนองออกมาตลอดเวลา และมีกลิ่น "เรามีห้องแยกสำหรับผู้ป่วยมั้ย?" "มีความจำเป็นต้องเอาไว้ห้องเดียวค่ะ” “ตอนนี้มีว่างอยู่” เสียงพยาบาลสื่อสารหมอขณะเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ “เอาป้าเข้าไปนอนพักก่อน โทรบอกโภชนาการ ขออาหารให้ผู้ป่วยด้วยนะพี่ หากญาติมาแล้วตามหนูด้วย” หมอบอกพี่พยาบาล ประมาณทุ่มน่าจะได้ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “น้องญาติคนไข้มาแล้วค่ะ” พี่พยาบาลที่ตึกโทรบอกหมอที่บ้านพัก ขอบคุณค่ะ เมื่อขึ้นมาเยี่ยมผู้ป่วย เห็นแม่กอดลูก 2 คนร้องไห้ หลังจากที่ที่ไม่ได้พบกัน 2 เดือนที่แม่ไปรักษาตัวในเมือง ทุกคนหยุดร้องเมื่อเห็นหมอเปิดประตูเข้ามา......

... “ร้องเถอะป้า ร้องเถอะลูก” เสียงคุณหมอทักทาย “สวัสดีหมอซิลูก” แม่บอกให้ลูก อายุ 12 ปี และ 9 ปี ไหว้คุณหมอ “สวัสดียาย” “คุณพระคุ้มครอง” แม่ผู้ป่วยวัย 60 ปี และหมอ ทักทายกัน"หนูกับน้องจะมานอนกับแม่ได้ไหมค่ะ" "ได้ซิลูก" หมอตอบพร้อมทั้งหันไปยิ้ม เด็กทั้ง 2 ยกมือไหว้พร้อมทั้งกล่าวคำขอบคุณ นอกจากการรักษาตามแผนที่โรงพยาบาลมหาราชเขียนมาแล้ว หมอได้มาเยื่ยมผู้ป่วยรายนี้เป็นรายแรก และสุดท้ายของทุกวัน(เดินผ่านจากบ้านพักมาอาคาร รพฺ.) และตอนกลางวันและแวะมาเยี่ยมผู้ป่วยเสมอ ในห้องพิเศษเป็นบ้านของผู้ป่วยที่อยู่รวมกันทั้งแม่ของผู้ป่วย และลูกๆทั้ง 2 ได้ทานอาหารร่วมกันทุกๆวัน พี่ๆพยาบาลจะแบ่งปันอาหารและขนมมาให้เด็กๆและคุณยายเสมอตามที่หมอสังเกต มีเพื่อนนักเรียนของลูกแวะเวียนมาเยี่ยมผู้ป่วยเกือบทุกวัน และบางวันก็มีคุณครูมาด้วย ผู้ป่วยรายนี้อยู่กับเรา 39 วัน คนในตึกมีความผูกพันธ์กันมากทั้งลูก และแม่ของผู้ป่วย บางวันหมอมาประชุมที่ในเมือง หรือมากรุงเทพๆก็คิดถึงในใจคิดว่า อย่าจากไปก่อนนะรอหมอให้ทำหน้าที่ของตนเองให้มากกว่านี้ก่อน และวันสุดท้ายก็มาถึง เช้าวันหยุดพี่พยาบาลบอกว่าผู้ป่วยเริ่มที่จะบอกฝากให้ช่วยดูลูกๆ 3-4 ครั้ง และฝากขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่ดูแลตนเองและแม่ หมอและพี่พยาบาลอีก 3 คน พร้อมลูกและแม่ผู้ป่วยอยู่กันพร้อมหน้าทุกคน......

.........ที่หอผู้ป่วยทีมเราดูแลผู้ป่วยทุกรายเหมือนกัน คือการเอาใจใส่ดูแลเสมือนญาติ กรณีของคุณป้าทีมเราจะคิดเสมอว่าหากเป็นเราและต้องการอะไร จะมีคำตอบให้เราดำเนินการต่อทุกครั้งที่เราติดขัดที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ผู้ป่วยรายนี้เช่นเดียวกัน หมอ พยาบาลมิใช่เฉพาะตึกเราเท่านั้นที่ได้มีส่วยร่วมในการดูแลรักษา ที่เน้นทางด้านจิตใจทั้งผู้ป่วยที่กำลังจะจากเราไป(เราในที่นี้ได้รวมแม่ ลูกผู้ป่วย และเพื่อนบ้านที่มาเยี่ยม) จากประสบการณ์ของทุกคนเราคุยกันและถามกันว่าหากเป็นเรา เราต้องการอะไรมีคำตอบมากมาย เราให้ทีมซึ่งมีพี่พยาบาล 2 คนและตัวหมอเองนำคำตอบของทีมไปเรียนรู้กับผู้ป่วย และเราพบว่าคำตอบมีมากกว่าที่เราคิด และเราเริ่มที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย และก็พบทางที่ต้องเลือกมากขึ้นเมื่อเราเอาความคาดหวังของผู้ป่วยมาเรียนรู้กับแม่ และลูกทั้ง 2 คน "แม่อยากเห็นลูกมีคุณค่าได้สร้างสิ่งดีๆไว้ให้สังคมที่ตนเองอยู่ และช่วยดูแลยาย ตลอดจนพี่ๆป้าๆที่โรงพยาบาล" แม่และลูกผู้ป่วยอยากเห็นแม่จากไปอย่างไม่เจ็บปวดและอยู่ในบรรยากาศที่อยู่กันพร้อมหน้าของทุกคน ทีมเราได้มีโอกาสได้ช่วยทำให้เกิดสิ่งต่างๆเหล่านั้น แต่การเริ่มต้นที่สับสนและลูกสาวตนโตก็เป็นผู้ไขปริศนา ก่อนหมอจะกลับบ้านทุกวันได้แวะเยี่ยมผู้ป่วยและเห็นภาพว่าลูกคนโตกำลังอ่านนิทานให้แม่ฟังทุกวันจนแม่หลับ เธอหันมาหาพร้อมกับยกมือไหว้ "สวัสดีค่ะคุณน้า หนูจะไปอ่านนิทานให้ป้าๆยายๆที่นอนป่วยอยู่ข้างนอกฟังได้มั้ยค่ะ" “ได้ซิถ้าหนูต้องการ” เป็นคำจากหมอและหมอก็เดินกลับไปที่ห้องพยาบาล และแจ้งความจำนงค์ของหนูน้อยของพวกเรา มีหลายเตียงที่ไม่มีญาติเฝ้า แล้วทีมเราไปถามผู้ป่วยได้รับคำตอบที่ดีทุกคนที่เราได้ถาม และเป็นวันแรกที่เธอได้มาอ่านนิทานให้ผู้ป่วยรายอื่นฟัง มีผู้ป่วยสูงอายุ 3-4 รายที่เป็นขาประจำของเธอ เสียงเธอเบามากไม่รบกวนผู้ป่วยรายอื่นๆ แม่ของหนูน้อยมารู้หลังจากนั้นน่าจะ 10 วันหลังจากที่เธอได้ไปอ่านมาแล้ว ทุกวันน้าๆและป้าพยาบาลจะนำเงิน 20 ถึง 50บาท มาให้ไว้ที่แม่ของเด็ก และบอกว่าว่าน้องออกไปทำประโยชน์เล่านิทานให้ป้าๆที่นอนป่วยอยู่ฟังทุกวันเป็นสิ่งตอบแทน และสองคนยังได้ช่วยน้าๆ ป้าๆในห้องพยาบาลพับผ้าก๊อส พันสำลีในเกือนทุกวัน เสาร์ อาทิตย์มีเพื่อนมาเยี่ยมแม่ ก็จะมาช่วยกันทำให้ตึกต่างๆด้วย เราเห็นรอยยิ้มของแม่ที่มีลูกและได้ช่วยเหลืองานโรงพยาบาล และคนอื่นๆ “ไปรบกวนคนอื่นหรือเปล่าค่ะ” ผู้ป่วยถามพยาบาลด้วยความเกรงใจ ไม่หรอกน้องเข้าได้บุญด้วย และหลังจากนั้นเงินที่ได้ส่วนหนึ่งลูกจะเก็บเอาไว้ทำบุญให้แม่ และแบ่งเอาไปชื้ออาหารเป็นชุดที่มีขายในโรงพยาบาลให้แม่ และยายจบ(อธิฐาน) และสองพี่น้องเอาไปใส่บาตที่หน้าโรงพยาบาลทุกเช้า ที่แม่เคยทำก่อนป่วยหลังจากพ่อเกิดอบัติเหตุ เสียชีวิตเมื่อ 3 ปีก่อน .........และน่าจะ 5 วันสุดท้ายทีมเราได้นิมนต์พระเข้ามาบิณฑบาตที่ห้องของผู้ป่วย และตามเตียงผู้ป่วยรายอื่นๆ ทำให้ทุกอาทิตย์ในวันพุธที่ไม่ตรงกับวันพระจะมีพระเข้ามาบิณฑบาตรในโรงพยาบาลของเรา (เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการ)

ตอนแรกๆ ทีมให้ยาแก้ปวดบ่อยมากวันละ 2-3 ครั้ง และค่อยลดลงใน 10 สุดท้ายและ 3 วันสุดท้ายผู้ป่วยไม่แสดงความเจ็บปวดเลย

การเตรียมตัวผู้ป่วย........ “ได้คุยกับแม่และยายเกี่ยวกับแม่อย่างไรบ้าง” หมอ พี่พยาบาลหัวหน้าตึก และพี่พยาบาลเวรได้ถามลูกสาวทั้ง 2 คน “เราคุยเรื่องนี้กันเกือบทุกวันตั้งแต่แม่ย้ายกลับมาจากในเมือง แม่รู้ว่าจะไปไหน และยังอยู่กับเราทั้ง 3 คน ถึงแม้วันนั้นจะไม่เห็น และได้กอดแม่อีก(น้องเล็กเข้าไปกอดพี่) แม่บอกให้เราเข้มแข็งตั้งใจเรียนหนังสือ ดูแลยาย และมาช่วยเหลือผู้ที่มีพระคุณต่อเราได้แก้ป้าๆ และน้าๆที่โรงพยาบาล”........ “หนู น้อง และยายกำลังคิดว่าจะทำอะไรให้แม่ดีใจบ้าง และจะช่วยแม่อย่างไรให้แม่ได้ไปพบ และได้ไปอยู่กับพ่อ ปู่ ย่า และตาที่ได้จากไปแล้ว” ........ “ป้าๆ น้าๆ จะช่วยยาย และเราทั้ง 2 ด้วยดีไหม” พี่หัวหน้าตึกบอกกับหลานๆทั้ง 2 คน ตาเด็กทั้ง 2 มีประกายที่เห็นว่าเรื่องที่เขาและยายคุยกันนั้นก็อยู่ในความสนใจของหมอและพยาบาลด้วย “พรุ่งนี้ตอนเช้า(วันหยุด)ชวนยายมาคุยกันดีมั้ย?” หมอให้ความเห็นกับทุกคน วันนี้เกือบสามทุ่มแล้วยายกำลังรอหนูกลับมานอน สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ เป็นการลากันของทีมเรกับเด็ก 2 คนในคืนนั้น

.......ทีมเราคุยกันต่ออีกสักครึ่งชั่วโมง เพื่อเตรียมการในวันพรุ่งนี้........

......... “เมื่อคืนคนไข้เป็นอย่างไรบ้าง” พี่หัวหน้าตึกถามน้องถึงผู้ป่วยที่เราจะคุยกันในวันนี้.... “คนไข้ดีไม่ปวด แผลมีหนองออกมามากกว่าเมื่อวานนี้ มีเรื่องบ้างอย่างที่เรายังไม่รู้จากคุณยาย”

“มีอะไรหรือ” หมอถามกลับทันที่ “พวกเราสังเกตไหมว่าในห้องผู้ป่วย และบริเวณหน้าห้องพิเศษด้านนี้สะอาด กว่าอีกด้านหนึ่ง” เป็นฝีมือของคุณยาย ยายบอกว่าทำเพื่อตอบแทนหมอ และพยาบาลที่ได้มีจิตใจอารีต่อครอบครัว ใช้เวลาช่วงเช้าประมาณตีสี่ครึ่งของทุกวันก่อนที่จะกลับมาดูแลลูก และหลาน และทำเท่าที่ทำได้ตอนนี้ลูกช่วยตัวเองได้น้อยลง......

........."ยาย เข้ามาซิลูก" เสี่ยงเชื้อเชิญให้เข้ามาในห้องของป้าๆพยาบาล "แม่ทำอะไรอยู่คะ" "หลับค่ะคุณน้า หนูอ่านหนังสื่อธรรมให้แม่ฟังจนหลับ" พี่สาวตอบหมอ “หนูเอาเรื่องดีๆพวกนี้มาจากไหน” คุณยายบอกให้เราทำ

......... “ยายคิดว่าเรามีเวลาอีกเท่าไร” เป็นคำถามที่ตรงไปตรงมาที่อยากทราบความคาดหวังของญาติ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเด็ก 2 คนจะรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ว่าสิ่งที่กำลังคุยกันนั้นเป็นวันที่จะไม่ได้เห็นหน้าและกอดแม่อีก.......เราประเมินก่อนแล้วว่าเด็กรับได้จากการที่ได้คุยกันเมื่อคืน ...... “ถึงจะไม่ได้เห็นและกอดแม่อีกแต่หนูรู้ว่าแม่ทรมานมากการที่แม่สงบนิ่งทำอะไรช้าลงหนูว่าใกล้ถึงเวลานั้นแล้ว” เราพึงรู้ว่าทุกคืนเด็ก 2 คนจะสลับกันไปนอนบนเตียงกับแม่ (ผู้ป่วยและเด็กตัวไม่ใหญ่นัก) “หากแม่ป่นปวดต้องบอกให้ป้าๆรู้ทันที่นะ จะได้ช่วยแม่ไม่ให้ทรมาน” “หนูอยากอยู่กับแม่ขณะที่ป้าทำแผล” “หนูอยากให้แม่ได้ใส่บาต” ได้สิลูกพี่หัวหน้าตึกบอกและทุกคนในห้องพยักหน้า “หากต้องการให้ป้าๆ น้าๆ ช่วยหนู เรื่องอะไรบอกนะค่ะ” หากแม่ตื่นเราจะไปให้กำลังใจแม่กันอีกครั้ง หมอกล่าวกับยาย และหนูน้อยอีก 2 คน

.........ครึ่งชั่วโมงต่อมา "น้าแม่ตื่นแล้ว" ลูกคนเล็กมาบอกที่ห้องพยาบาล เดี่ยวน้าไปนะ! พยาบาลโทรตามหมอ และพี่ๆพยาบาล ...... “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” พี่หัวหน้าตึกทักทายผู้ป่วย นำเสียงเบา และช้าลง “ขอบคุณทุกคนนะที่ให้การดูแลเป็นอย่างดี ดีที่สุดในชีวิตนี้ ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร” เป็นคำตอบที่เหมือนกับจะสื่ออะไรให้ทีมเราได้รู้ เราจะรออะไรอีกไม่ได้แล้ว ทีมเราขอบคุณผู้ป่วยที่ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ยายได้ทำประโยชน์แก่โรงพยาบาล ลูกๆช่วยเหลือโรงพยาบาล และผู้ป่วยรายอื่นๆที่ไม่มีญาติมาดูแล เราสังเกตเห็นแววตาที่มีความสุขของผู้ป่วย ทีมเราบอกผู้ป่วยว่าเราจะเอาเทปสวดมนต์มาให้ลูกเปิดให้ฟัง หากมีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เลยเราเป็นครอบครัวเดียวกัน แล้วเราก็ไหว้เพื่อลา.....

......... “พี่ค่ะ หนูจะขออนุญาตให้พระเข้ามาบิณฑบาตที่ตึกผู้ป่วยนะค่ะ” หมอได้โทรศัพท์ปรึกษาผู้อำนวยการ “หากทีมเราว่าดีพี่ว่าให้มาเป็นประจำก็น่าจะดี” ขอบคุณค่ะเป็นคำตอบของหมอที่ได้คุยกับผู้อำนวยการ..........เราได้ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย ญาติทั้งทางร่างกาย และจิตวิญญาณแล้ว.......ความผูกพันธ์ของยาย และเด็กทั้งคู่เราพบกันทุกอาทิตย์หลังจากหนูน้อยทั้งสองมาเป็นอาสาสมัครอ่านนิทานให้ผู้ป่วยฟัง เธอมีลูกค้าทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ ที่คอยเขาคิวฟังเธอในทุกวันหยุดทำให้เราได้อยู่กับความจริง ความดี ความงานอย่างที่สังคมพึ่งมี ..................

ยงยุทธ สงวนชม