สวัสดีครับอาจารย์น้อง P 3. กมลวัลย์

ส่วนอันนี้ดูไปดูมาเหมือนก้นกระทะเทฟลอนค่ะ ฮ่าๆๆๆ จริงๆ ค่ะ

พี่ก็ว่าจริงๆ ตอนพี่ทำเสร็จใหม่ๆ ยังคุยกันว่าเอเหมือนก้นกะทะเทฟล่อน อิอิ....

 

แต่มาคิดดูอีกที..

ดูใกล้ก็เห็นความแตกต่างมาก

ดูไกลไม่เห็นความแตกต่างเลย..กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน..

คิดมานานแล้วว่าประสาทสัมผัสไม่ว่าจะเป็นตาหรืออื่นๆ หลอกจิตให้คิดโน่นคิดนี่เสมอค่ะ สวย ไม่สวย เล็ก ใหญ่.. หลวงปู่ชาบอกทำนองว่า..มันก็เป็นอย่างนั้นของมันนั่นแหละ..ไม่เล็กไม่ใหญ่..จะเล็กจะใหญ่มันขึ้นอยู่กับกิเลสของคนดู ^ ^

ท่านอาจารย์ชา ท่านนั้นสุดยอดนักธรรม ที่ตีปัญหาโลกออกเป็นธรรมได้กินใจจริงๆครับ  เพื่อนพี่ไปบวชที่นั่น จึงมีโอกาสไปกราบท่านสมัยโน้น  และเพื่อนก็ธุดงค์ไป ปลีกวิเวก  จนป่านนี้ไม่สึกเลยครับ  เพื่อสตรีก็บวชเป็นแม่ชีไม่สึกเช่นกัน

 

ดูรูปแล้วทำให้นึกถึงการมองในระดับของมด.. ระดับของคน.. ระดับของจักรวาล..

สิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นปัญหาหรืออะไรก็แล้วแต่..จริงๆ แล้วไม่มีเลย ถ้ามองในแง่ของมดหรือของจักรวาล ^ ^ เขียนเสียยืดยาวเลยค่ะ อิอิ

 

อีกมุมหนึ่งนะครับน้องกมลวัลย์ รูปแรกคือจิตที่หยาบ ขรุขระ บุ่มบ่าม  เมื่อพัฒนาจิตไปมากขึ้นก็ละเอียดขึ้น มากขึ้นไปเรื่อยๆ จนที่สุดนิ่ง ลึก ว่างเปล่าเมื่อยกจิตขึ้นสู่พระไตรลักษณ์

หากมามองทางการเมือง อิอิ... ทัศนสองกระแสนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเริ่มจากการปะทะกันแบบส่งผลสะเทือนใหญ่ๆ  เมื่อสามารถใช้เหตุผลและความเป็นมนุษย์ดิบๆ แบที่ว่า อีกสามวันโลกแตกทุกคนตายหมด ความแตกต่างนั้นก็ไม่ม่ความหมายอันใดอีกเลย  เป็นเรื่องไร้สาระที่สุดที่จะเอาชนะคะคานกัน หันมารวมหัวแก้ปัญหาการอยู่รอดของความเป็นมนุษย์กันดีกว่า  แต่วันนี้มันไม่ถึงจุดนั้น และการหลอมจิตมนุษย์ให้สำนึกในความเป็นแค่สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ การอยู่พึงแค่อยู่ แค่นี้มนุษย์ก็ไม่ได้ยินคำนี้เสียแล้ว เพราะจิตเขาหลอมไปสู่ความมั่งคั่ง ความมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดเท่านั้น เหลือแต่ว่ามีโอกาสหรือเปล่า  นี่คือคนส่วนหนึ่งในสังคมกระแสหลัก

พี่ไม่ได้เทศน์นา..อิอิ