ชีวิตมันกำไรแล้ว
แดกร้อนมากในบ่ายวันนี้ผมขับรถสิงห์โต(ลูกชายผมเรียก)คู่ใจของผมจากกรุงเทพฯถึงทางแยกพนมสารคาม ฉะเชิงเทราเลี้ยวซ้ายเข้าไปทางเกาะขนุน ผ่านคลองส่งนำชลประทานตรงไปวัดหนองเสือเลี้ยวขวาผ่านหน้าโรงเรียนบ้านหลังแรกชั้นเดียว มีผู้คนนั่งอยู่กับพื้น 8-9 คน ผมทักท้ายทุกคนที่เป็นพี่ๆ ของคนที่ผมจะเข้าไปเรียนรู้ ผมนั่งลงกับพื้นฟังเรื่องราวของ น้าสมัย กองแก้ว
สิบสามปีมาแล้วที่ หมอที่โรงพยาบาลเมืองบอกน้าว่าน่าจะอยู่ได้อีก 7-8 ปี และตอนนี้ก็อยู่ได้เป็นปีที่ 13 แล้ว หมอคนนั้นไม่รู้ว่าไปอยู่ไหนแล้ว เมื่อปีที่แล้ว เดือน เมษายน น้าก็ไปผ่าเอาเนื้อร้ายที่ลำไส้ ใหญ่ออกอีก นอนโรงพยาบาลที่โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา เดือนเศษ ทุกอย่างเรียนร้อยดี น้าถามหมอว่าอีกนานแค่ไหน หมอบอกว่าไม่เกิน 2 ปี และก็ไปหาคุณหมอทุกเดือน ยังไม่ทันครบปีเลย คุณหมอก็ลาออกไปไปแล้ว หมอคนใหม่ก็รักษาต่อให้ ยาอะไรไม่รู้ หมอให้มากินเดือนแรกก็ดีนะอาการออกนิดหน่อย ตอน2 อาทิตย์ก่อนยาจะหมดผิวหนังที่มือ และเท้าแตก เป็นสะเก็ด ผิวหนังบาง ที่สำคัญคือกินข้าวได้น้อย หมดยาแล้วก็กินได้ตามปรกติ แต่มาถึงเดือนที่ 2 นี้สิก่อนยาจะหมอสักอาทิตย์อยากจะหยุดยาเลย แต่ก็ฝืดก่นยาจนหมด ถึงแม้ว่าบางมื้อจะไม่ได้กินข้าวเลย มันไม่อยาก เหม็นอาหารทุกอย่าง เกือบยืนไม่อยู่ ยาหมด 2 วันแล้วยังกินอะไรไม่ได้เลย ท้ายสุดข้าวเหนียวนึ่งก็ทำให้ชีวิตเรากลับมาได้อีก มีคนบอกน้าว่าทางภาคอิสานตอนแพ้ท้องข้าวเหนียวเปล่าๆนี้แหละที่ทำให้เขามีกำลังมากขึ้น เหมือกุศลของเราที่มีคนมา บอก มาเดือนนี้หมอก็ให้ยามาทาบอีก แต่น้าเลือกที่จะทานอาหารให้ได้ก่อนสัก 2 อาทิตย์ และจะกลับมาทานยาตามที่คุณหมอที่โรงพยาบาลให้มา
อาทิตย์แรกผ่านไปด้วยดีอาการออกนิดหน่อย ในใจน้าคิดว่าหากเป็นมากก็ต้องกินข้าวเหนียวสู่ หากไม่ไหวจริงๆ ก็ต้งไปหาหมอเพื่อขอหยุดยา น้าฝึกสติให้ระลึกรู้ในสิ่งที่ตัวทำทุกขณะตรงนี้ช่วยน้าได้มากเลย เอาละมันเกิน 8 ปีแล้วกำไรแล้วละ น้านับเดือนวันแล้วอย่างก็เกิน 2 ปี น้าคุยกับมันทุกวัน หากชีวิตน้าจากไป มันไม่มีที่อยู่แน่ มาอยู่กันอย่างสันตินะ น้าก็อยู่ มะเร็งก็อยู่คู่กันไปอย่างนี้...
คุณน้าสมัย กองแก้ว อายุ 60 ปี (ผมอนุญาตจากท่านแล้ว)ที่เป็นมะเร็งเต้านมซ้ายตัดเอาออก ไปเมื่อ 13 ปีที่แล้ว และผ่าเอาก้อนเนื้อที่ลำไส้ใหญ่เมื่อ เมษายน 2550 ตอนนี้ผมมีโอกาสที่เข้าไปเรียนรู้การนำพาผู้ป่วยครับ
แบ่งปันประสบการณ์กันบางนะครับ