หลักสูตรโรงเรียนพ่อแม่ในขั้นปฏิบัติย่อมต่างจากหลักสูตรโรงเรียนพ่อแม่แบบเริ่มต้น หรือพื้นฐานออกไปมากทีเดียว
 หนึ่ง ความแตกต่างเบื้องต้นระหว่างหลักสูตรพื้นฐานกับหลักสูตรขั้นปฏิบัติ
    เนื่องด้วยข้อจำกัดของเวลา หลักสูตรพ่อแม่พื้นฐานจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการให้พ่อแม่ได้สัมผัสข้อกำจัดในการเลี้ยงลูกที่ผ่านมา และเริ่มมีวิถีทางใหม่ ในการดูแล หล่อเลี้ยงการเติบโตของลูก ที่ต้องเติบโตทั้งร่างกาย เจตจำนง ความมุ่งมั่น อารมณ์ความรู้สึก ความคิด ตลอดจนการเติบโตทางจิตใจ หรือจิตวิญญาณ
   แต่เนื่องด้วยการสะสมมาในเรื่องการเลี้ยงลูกที่ผิดพลาดและผิดทิศทางนั้น ใช้เวลาสั่งสมมานาน และการสะสมเริ่มมาแต่เมื่อเราพ่อและแม่ยังไม่รู้ความ มันจึงลงไปนอนเนื่องอยู่ในจิตใต้สำนึก โดยที่เราไม่รู้ตัว และยากแก่การเยียวยาแก้ไข การจะเข้าไปแก้ไขได้ต้องอาศัยกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ลงลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกได้ ต้องผ่านประสบการณ์ตรง ไม่ว่าจะเป็นละครสวมบทบาทก็ดี และกิจกรรมในวอยซ์ไดอะล็อคระดับลึกก็ดี (วอยซ์ไดอะล็อคคือการสนทนากับส่วนต่าง ๆ ในตัวเรา ส่วนต่าง ๆ ของจิตใจเรา ที่เป็นเราด้วย เพื่อคลี่คลายศักยภาพอันเต็มบริบูรณ์ของเราออกมา)
สอง องค์ประกอบของหลักสูตร
    เนื่องด้วยหลักสูตรโรงเรียนพ่อแม่เป็นหลักสูตรแบบการเรียนรู้กระบวนทัศน์ จึงจะเป็นหลักสูตรที่ต่างจากหลักสูตรในระบบโรงเรียนโดยทั่วไป กล่าวคือ กิจกรรมการเรียนรู้จะเป็นศิลปะไม่น้อยไปกว่า ความเป็นศาสตร์ และจะสอดคล้องไปกับผู้เรียน และบริบทหรือสิ่งแวดล้อม ความเป็นมาของผู้เรียน มากกว่า หลักสูตรมาตรฐานอันแข็งทื่อ ดังนั้นจึง จะไม่มีกำหนดการอย่างตายตัว หากเพียงมีรายการองค์ความรู้ เป็นองค์ประกอบหลัก ๆ ของหลักสูตร ส่วนการเชื่อมร้อย ลำเลียง นำพากิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ จะเป็นหน้าที่ของกระบวนกรหลัก จะร้อยเรียงเชื่อมโยง องค์ความรู้ต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตัวกระบวนกรหลักเอง อย่างเหมาะสมกับผู้เรียนรู้ บริบทของผู้เรียนรู้ องค์ประกอบอันหลากหลายอันเกิดจากความเป็นไป ณ ขณะนั้น ๆ ของกิจกรรมการเรียนรู้ อันเป็นศิลปะชั้นสูงของกระบวนการเรียนรู้แบบจิตวิวัฒน์
 
แต่สิ่งที่จับต้องได้ในทางศาสตร์ อาจจะก่อประกอบเป็นองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ดังนี้
องค์ความรู้ที่หนึ่ง ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในปัญญาสามฐาน ที่มี เจตจำนง อารมณ์ความรู้สึก และความคิด ในมิติด้านต่าง ๆ ของชีวิต การเติบโตของบุตรธิดา และแบบฝึกหัดที่จะนำพาไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง ตลอดจนการนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่แต่ละคน
องค์ความรู้ที่สอง วินัยจากภายใน และการเป็นองค์กรจัดการตัวเองของเด็ก ๆ แยกแยะองค์ความรู้ที่หนึ่ง มาสู่การปฏิบัติที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้น คือ การพัฒนาเจตจำนง แรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่นในชีวิตการงานของเด็ก สำหรับเด็กเล็กไปจนถึงวัยรุ่นและเด็กโต 
ความหมายของการเป็นองค์กรจัดการตัวเอง ความเข้าใจผ่านประสบการณ์และการปฏิบัติที่เป็นไปได้จริง วิถีแห่งการพูดและฟัง ตลอดจนการจัดการที่เหมาะสมกับปัญหาวินัยต่าง ๆ เพื่อก่อเกิดความเป็นองค์กรจัดการตัวเองของเด็กจริง ๆ จัง ๆ ละครสวมบทบาท เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง
การออกแบบพื้นที่แห่งความเป็นองค์กรจัดการตัวเองของเด็กและจัดทำแผนที่การเรียนรู้เรื่องวินัยของเด็ก ๆ
 
องค์ความรู้ที่สาม ปัญญาอารมณ์หรืออีคิว อิทธิพลสังคมสมัยใหม่ ที่เรารับมาทางโลกตะวันตก เราได้เริ่มปฏิเสธการรับรู้อารมณ์และเข้าใจอารมณ์ เราไม่รู้ว่า ทำไมต้องมีอารมณ์ อารมณ์ทำงานอย่างไร ในสมอง มีส่วนอย่างไรในการสร้างสรรค์ปัญญา ทำไม เราจึงเรียกอีคิวว่า ปัญญาอารมณ์?
    เราจะรับรู้อารมณ์ในลูก ๆ ของเราได้อย่างไร? มันมีผลดีอย่างไร ถ้าลูกของเราเติบโตขึ้นมาด้วยปัญญาอารมณ์ที่เติบโต เราจะทำอย่างไร ลูกของเราจึงจะมีพื้นที่ที่จะพัฒนาปัญญาอารมณ์ขึ้นมาได้
องค์ความรู้ที่สี่ การดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย เมื่อความหมายร้อยเชื่อมแผนที่ไปสู่ขุมทรัพย์แห่งการเรียนรู้ของเด็ก การหล่อเลี้ยง ความรักในการเรียนรู้ไว้ได้ตลอดชีวิตหนึ่งของเด็ก ๆ
องค์ความรู้ที่ห้า ความรู้เรื่องสมอง ที่ทำให้เราเข้าใจการเสพติดบริโภคนิยม เรียนรู้กลไกการทำงานของสมอง ที่ทำให้เราเสพติดในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้เรารู้วิธีที่จะป้องกันการเสพติด เช่นเสพติดเกม โทรทัศน์และวิถีชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ
องค์ความรู้ที่หก การซักซ้อมทางจินตนาการ (mental rehearsal) เพื่อสร้างวงจรสมองใหม่ เพื่อสร้างพฤติกรรมใหม่ตัวตนใหม่ ทั้งของพ่อแม่และลูก โดยเริ่มจากพ่อแม่ก่อน องค์ความรู้นี้ เป็นความรู้ความเข้าใจในการทำงานของสมองส่วนหน้า หรือตาที่สาม ในงานวิจัยล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ต่าง ๆในระดับโลก เราสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้ มาแก้ปัญหาอาการเสพติดต่าง ๆ ตั้งแต่เล็กไปถึงใหญ่ รวมถึงการสร้างพฤติกรรม และนิสัยใหม่ ๆ อันพึงประสงค์ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน ที่อาจสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาได้
องค์ความรู้ที่เจ็ด วอยซ์ไดอะล็อคระดับลึก ที่ใดมีแสงสว่างที่นั่นย่อมก่อให้เกิดเงา นี่เป็นจุดเริ่มต้นของวอยซ์ไดอะล็อค หรือการสนทนากับเสียงภายในของเรา คนที่ผ่านหลักสูตรพื้นฐานมาแล้ว คงได้สัมผัสกับวอยซ์ไดอะล็อคมาบ้างแล้ว แต่นั่นเป็นเพียง เศษหนึ่งส่วนร้อยขององค์ความรู้ หรือวิถีปฏิบัติที่จะก่อเกิดผลในด้านบวกกับท่าน ชีวิตท่านและการเรียนลูกของท่าน แต่หลายคนก็ได้เห็นศักยภาพของวอยซ์ไดอะล็อคที่เรานำกลับไปทำการบ้านกับตัวของเราเอง
แต่ในครั้งนี้ เราจะนำเสนอหลักสูตรวอยซ์ไดอะล็อคระดับกลาง ที่เราจะได้เห็นกลวิธีการเก็บไพ่อย่างชัดเจนขึ้น มากกว่าหลักสูตรเบื้องต้น เราจะได้เรียนรู้ถึงตัวตนบางตัวที่จะนำพาเราให้เราสามารถเก็บไพ่ หรือศักยภาพที่ซ่อนเร้น ของเราได้อย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น
องค์ความรู้ที่แปด เมื่อสามเอสเสริมแรง คือ สภาวะจิต ระดับจิตร่วม และการทำงานกับเงา เพื่อสร้างโลกใบใหม่ เข้าใจการดำเนินไปสู่จิตวิวัฒน์เต็มรูปแบบกับสามเอสของ เคน วิลเบอร์ ทบทวนเรื่องราวที่เราได้เรียนเรื่องสภาวะจิตจากหลักสูตรเบื้องต้น เชื่อมต่อมันเข้ากับการทำงานกับเงาหรือวอยซ์ไดอะล็อค ดูว่ามันจะเสริมส่งกันและกันได้อย่างไร
    นอกจากนี้ เราจะเข้ามาดูมิติของระดับจิตร่วม ว่าเราจะสร้างสรรค์ชุมชนขึ้นมารองรับ ความดีงามที่กำลังจะก่อเกิดเหล่านี้ได้อย่างไร ทำอย่างไร การเรียนรู้ในสี่วันของเราจะสามารถได้รับการหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป
องค์ความรู้ที่เก้า บทเรียนการ "การศึกษาเพื่อความเป็นไท" ของอดัม เคิร์ล เพื่อความเข้าใจในการจัดที่ทางการศึกษาให้ลูก ๆ อดัม เคิร์ล ถอดความเข้าใจในระบบการศึกษาอย่างถึงราก หากเราเข้าใจการศึกษาอย่างถ่องแท้ เราอาจสามารถเลือกระบบการศึกษา หรือ เลือกสถาบันการศึกษาที่เหมาะสมให้แก่ลูกของเราได้