สุนทรียสนทนานำพาการทำงานคุณภาพ ในโรงพยาบาลชุมชน

ทั้งบรรยากาศ และกิจกรรมนำการเรียนรู้ "

เช้าๆ ลื่นไหล บ่ายฝืดหน่อย"

      เช้าๆ ลื่นไหล การนำพาการเรียนรู้ ทีมงานเราเปลี่ยงแปลงทีมกระทันหันท่านรองผู้อำนวยการป่วยและท่านมาร่วมออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมทั้งให้กำลังใจทีม เราเติมเต็มด้วยการเอาคุณธรสิริ แย้มเจริญ ที่เป็นผู้ประสานงานเข้ามาร่วมงานอีกครั้งหนึ่งซึ่งเคยทำงานร่วมกันมาแล้ว 2-3 ครั้ง ทั้งในองค์กร และที่โรงพยาบาลตำรวจ ถึงแม้นจะเป็นคนละเรื่องแต่กรอบแนวคิดในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ คือ เรียนรู้ที่ใช้ผู้ร่วมสนทนาเป็นศูนย์กลาง (group based learning) (เรียกตามความเข้าใจตนเอง)      

      การเรียนรู้ที่ดีต้องอยู่ในสภาพปรกติ ที่ผ่อนคลาย ไม่เครียด หากเป็นเรื่องสนใจของเราก็มีความสุข ได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันตรงนี้ที่เป็นการเรียนรู้ที่ทีมงานขมวดให้ผู้เข้าร่วมสนทนาได้รับรู้ในเป้าหมายเดียวกันในการใช้สุนทรียสนทนาที่จะทำให้คนในโรงพยาบาลหันหน้าเข้ามาคุยกันเช่นเดิมเหมือนในอดีต และมีความสุข ผ่อนคลาย ไม่เครียด

      กระบวนการเรียนรู้ทีมเรานำพาด้วยการทำให้ทุกท่านอยู่กับกระบวนการของเรา โดยการทำให้มีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ และทำกิจกรรมนับ 1 2 3 4 พร้อมกิจกรรมขยับซ้าย ขวา ทุกผ่อนคลายทีมงานดูจากสีหน้าท่าทาง เสียงหัวเราะที่มีอยู่เกือบตลอดเวลาของการทำกิจกรรม และปลาโลมา ส่วนใหญ่ยังสับสนไม่ได้ทำตามการนำพาได้ ได้ 1-2 ตัวก็ปล่อยปลาหนีแล้ว เราเลยสลับกิจกรรมให้ทุกคนมีสติ ผ่อนคลายผ่านการฝึกลมหายใจพร้อมออกท่าทางที่เป็นฝึกสติ ทีมนำพาสักระยะ และให้หลับตาทำความพร้อมเพรียงเป็นภาพที่สวยงาม ทีมเรานำกลับมาทำ ถึงตอนนี้จับปลาได้ครบ 10 ตัวตามเป้าหมายที่ทั้งหมดตกลงกันตอนกิจจับปลาโลมา

      และเรียนรู้ร่วมกันในสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ และไม่ชอบจริงๆ ตามกลุ่มวันต่างๆ ที่มีกลุ่มละ 4 คนที่น้อยสุด จน 9 คนมากที่สุด ทีมเรายืนยันเรื่องที่เป็นส่วนใหญ่ของกลุ่ม ทำให้กลุ่มอื่นๆ สรุปเรื่องราวเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น เช่น มีลูกชายหล่อ ไม่ชอบคนโกหก ที่จุดร่วมของกลุ่ม มีเสียงเฮฮา เป็นระยะๆ และก่อนที่จะขยับไปเรื่องสุนทรียสนทนา ทีมให้กลุ่มสรุปบทเรียนที่ได้ ดังนี้

          การมีสติ มีสมาธิเราจะมำอะไรอะไรบรรลุเป้าหมายมากขึ้น การทำงานในโรงพยาบาลที่มาภาระงานมากๆ มีความซับซ้อน บางครั้งผู้คนทำอะไรสับสน การฝึกสติ และทำอย่างมีสติจะทำให้เราไม่ไปเพิ่มทุกข์ให้แก่คนอื่น

          ความเท่าเทียมกัน ความผ่อนคลาย ความเป็นปรกติ และบรรยากาศที่เอื้อ นำพาให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น

       สุนทรียสนทนาเป็นเรื่องใหม่ของโรงพยาบาลและผู้คนโดยทั่วไปก็สามารถอธิบายถึงลักษณะและเป้าหมายของสุนทรียสนทนาได้ แต่ทีมนำก็ยังไม่สามารถนำพาผู้คนของโรงพยาบาล หรือแม้แต่ทีมนำเองให้พูดคุยกันให้บรรลุเป้าหมายอย่างที่สมาชิกแต่ละท่านได้นำเสนอมา ทีมได้เรียนรู้จากการถาม “ท่านคิดว่าสุนทรียสนทนาเป็นอย่างไร มีเป้าหมายอย่างไร” หากแต่เมื่อนำไปใช้แล้วมันมีข้อปลีกย่อยบางประการที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อนำพาการพูด/สนทนาของผู้คนให้บรรลุเป้าหมาย เช่น การกำหนดกติตา การประยุกต์ใช้ U - Theory

       ทีมเรานำพาการเรียนรู้ U –Theory นำเสนอระบบคิดที่ต้องนำไปใช้ในการสนทนาที่ผมเริ่มจากการรับรู้ I-in-me แล้วก็ตอบสนองทันทีอย่างที่เคยนำมา ขาดการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง เกิดความผิดพลาดมาก แล้วนำพาการเรียนรู้ I-in-it I-in-you จน I-in-now เชื่อมโยงประสานการทำงานของจิตที่เปิดกว้าง (Open Mind) ที่เริ่มจากของแต่คน ขยายออกไปสู่เปิดการรับเสมือนหนึ่งเราเป็นเขาและทุกคน (Open Heart) นำสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนและสภาพแวดล้อมที่มีอยู่(Open Will) พร้อมข้อระวัง 3 ข้อที่เป็นเสียงจะนำเราไปทำร้ายผู้คนต้องไม่ให้เข้ามาในการสนทนาเลยคือเสียงของการตัดสินผู้อื่น (Voice of judgement) เสียงความคลางแคลงใจ ใช่ ไม่ใช่ ถูกผิด (Voice of cynicism) และเสียงที่เกิดจากความกลัวในการรับรู้เรื่องราวต่างๆ (Voice of fear) ทีมงานอีกท่านหนึ่งก็รังสรรเรื่องที่ได้นำเสนอลงในกระดาษสีขาวด้วยสีเทียน เป็นรูป ตัวอักษร ดอกไม้ นำพาให้ผู้คนให้ฟังเสียงและมองมาที่รังสรรตามบทเพลง ผู้ร่วมสนทนาท่านหนึ่งบอกผมภายหลังจบกิจกรรมแล้ว “เสมือนวาทยากร นำพาเสียงดนตรีออกมาจากท่าทางของตนเอง” ทีมเรารู้สึกดีๆ เมื่อได้ยินอย่างนี้ ตอนท้ายๆ ของวาทยากร ได้นำพาผู้คนมาสู่เรื่องราวสำคัญ 4 เรื่อง ที่ทำให้ความสำเร็จของสุนทรียสนทนา คือ การฟังด้วยความเคารพในผู้พูดและเสียงที่เปล่งออกมา การห้อยแขวนในเรื่องที่ตนเองไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย การฟังอย่างตั้งใจ ลึกซึ้งฟังอย่างหมดใจในน้ำเสียงให้เห็นในเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิด หรือความนิ่งเงียบ และแม้นแต่เสียงของตนเองทั้งที่อยู่ในใจ และพูดออกมา และสุดท้ายคือการฟังพลังของเสียงที่มีทิศอยู่ว่าเรียกร้องให้เราได้มีความคิดไปในทิศทางใด      

       จากหลักการที่เราได้นำเสนอมาสู่เรื่องเล่าวัยเยาว์ วัยที่เปิดโลกการเรียนรู้ของมนุษย์ ที่มีแต่ความสุขอยากรู้อยากเห็นโดยการสุ่มจับคู่อย่างเรียบง่ายอย่างที่ทีมเราเคยทำกัน เห็นภาพ บรรยากาศที่สนุกสนานเสมือนวัยเด็กๆ มีทั้งความสนุกสนาน และความซาบซึ้งในตอนที่ได้มีการนำเสนอที่เกือบเห็นน้ำตาแห่งความปิติยินดี

       ทีมนำพาการเรียนรู้ให้เห็นถึงบุคคลิกภาพ พฤติกรรมของคนในโรงพยาบาลผ่านผู้นำ 4 ทิศทำให้ทีมเห็นว่าส่วนใหญ่ของผู้คนในองค์กรนั้นเป็นหนูที่มีจิตใจละเอียดอ่อน รักพวกพ้อง องค์กร รองลงมาก่อนเป็นกระทิง หมี และอินทรีย์ กิจกรรมทีมเราตั้งโจทย์ว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรอย่าง ที่ผู้ร่วมสนทนาเป็นผู้สรุปกันเอง และทีมวิทยากรได้รังสรรเรื่องราวลงในกระดาษเช่นเดิมนอกจากฟังเสียงการเรียนรู้แล้วยังเห็นลีลาการบันทึกเรื่องราวผ่านศิลปการวาด และการเขียน จากนั้นทีมเราได้นำกิจกรรมการมองผู้อื่นในมุมของเรา กับการที่ผู้อื่นมองตัวเราที่เป็นด้านบวก และลบ ผู้เข้าร่วมประชุมได้สรุปบทเรียนนี้ว่าทำให้รู้ว่าคนเรามีทั้ง 2 ด้าน เวลาที่จะมองครในด้านบวกจะหาเหตุผลค่อนข้างยาก แต่เวลาที่จะมองคนในด้านลบนั้น ใช้เวลาสั้นๆ ก็สามารถมองผู้อื่นว่าคนนั้นว่าเป็นลบได้ จึงทำให้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น จบกิจกรรมนี้จึงพักกันเวลาเที่ยงสิบนาทีแล้ว

บ่ายๆ ฝืดหน่อย

      ทีมเริ่มจากการผ่อนคลายสบายทั้งกายพักพิ่งทั้งจิต โดยโรงพยาบาลได้เตรียมผ้าปูเตียงนำมาปูเต็มกลางห้อง ทีมเราทำ Body scan ประมาณ 20 นาที เมื่อระฆังดังขึ้นทีมเราสังเกตเห็นว่ายังมีบางท่านหลับและยังไม่ตื่นเพื่อนที่อยู่ใกล้ต้องเรียก เราเห็นความสุขของผู้คนที่ได้พักผ่อนถึงแม้ว่าจะใช้เวลาไม่มากนักแต่ก็เรียกความสดชื่นขึ้นมาได้ หลังจากเก็บผู้เตียงหมดแล้วทุกคนล้อมวงและมีการแบ่งปันความสุขเล็กๆ น้อยให้แก่กันและกันโดยการนวดเบาๆ ที่ไหล่ ต้นคอ และบริเวณหลัง

       เมื่อทุกคนพร้อมการเรียนรู้ก็เริ่มขึ้น ทีมเราใช้กิจกรรมแบ่งกลุ่มคนแบบคละกลุ่มละ 6-7 คน (มากไปหน่อย) เพื่อจะทำ world café เราได้ 7 กลุ่มตามอุประกรณ์ที่มีอยู่ (เสียเวลาเตรียมflip chart หากเสียเวลาดูสักหน่อยจะราบรื่นกว่านี้) ช่วงนี้เป็นการนำพาให้เรียนรู้เรื่องมาตรฐานในฐานะทีมนำ (บทบาทของทีมนำในความคิดของข้าพเจ้า?) ผ่านกิจกรรม world café เราได้สอดแทรกเข้าไปอยู่ในกลุ่มแบบสังเกตการณ์ พบว่าทุกกลุ่มจะมีลักษณะที่เหมือนกันคือมีคนพูดมาก มีคนไม่ได้พูด เราก็บอกว่าการเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นเป็นเรื่องจำเป็นในวงสนทนา พอจากวงออกมาบรรยากาศก็ดีขึ้นบาง แต่บางคนก็ยังเหมือนเดิม ตอนเปลี่ยนกลุ่ม ทีมเราให้หนูแสดงตัวซึ่งมาอยู่ทุกกลุ่มและเราถามกลุ่มว่าผู้นำแบบใครควรเป็น Host มีคำบอกลอยมาคือหนูเลยขอให้หนูอาสาสมัครเป็น Host และบอกภาระกิจ และให้สมาชิกย้ายกลุ่ม (ทีมทางภาคเหนือใช้คำว่าผึ้งผสมเกสรก็ฟังแล้วสื่อได้ดี) ที่จะเพิ่มเติมต่อยอดความรู้ที่ออกมาจากตามคิดของแต่ละคนรอบทีมได้เพิ่มโจทย์เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงในบทบาท (ข้าพเจ้าจะช่วยให้สำเร็จได้อย่างไร) เช่นเคยได้เข้าไปฟังบางกลุ่มการพูดคุยไม่ต่างจากเดิมมากนัก ยังมีแชมป์ในการพูดในกลุ่ม และยังมีการสงวนท่าทีของบางท่าน (ทีมเรามองว่าต้องแจ้งกติกาเป็นระยะหากพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะนี้) และเริ่มมีการพูดถึงอุปสรรคที่มาจากผู้อื่นโดยเมื่อมีคนหนึ่งพูด มีตามลูกตามมาเพิ่มเติมถาถมเรื่องราวให้ซับซ้อนมากขึ้น (การทำความเข้าใจเป็นรายกลุ่มจึงมีความสำคัญ จำนวนสมาชิกมากทำให้การนำพาไม่ทั่วถึง) ทีมได้นำพากลุ่มให้หมุนเวียนอีก 2 ครั้งภายใต้โจทย์ (อุปสรรคที่เกิดขึ้น และแนวทางการพัฒนา) ท้ายสุดทีมได้นำพาการสรุปจากสมาชิกในแต่ละกลุ่ม และมีการรังสรรค์ตามรูปแบบที่ได้ทำมาตั้งแต่ตอนเช้า พักย่อยในช่วงนี้ 15 นาที ช่วงสุดท้ายเราเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงกับอีกสิบห้านาที

       ทีมเรานำพาเพื่อเรียนรู้การสร้างความไว้วางใจของคนในองค์กรที่งในระดับบุคคล ทีมต่าง และระดับองค์กร ที่บอกว่าฝืดก็เพราะว่ากิจกรรมก็ลื่นไหลดี แต่ถึงการเรียนรู้ร่วมกัน มีความคิดเห็นของผู้คนน้อยมาก ในเรื่องของความรู้สึกที่มีต่อกิจกรรม และปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกดังกล่าว หรือทีมเราเล่นถามตรงถึงปัยจัยที่ทำให้เกิดความไว้วางใจ เมื่อทีมกลับมาประเมินก็พูดตรงกันว่าเป็นคำถามที่ตอบอยาก หรือน่าจะถามว่า ท่านนึกถึงอะไรเมื่อทำกิจกรรม และอะไรทำให้คิดเช่นนั้น? ดู ดู้ ดู ดูเราทำ ทำไมเราทำกับเขาได้? (หมาป่า)

       กิจกรรมสุดท้ายลื่นไหลตามรูปแบบที่เราทำ แห่งนี้ถือว่าดีเยี่ยม ทุกคนเข้าเรียนรู้ถึงความสำคัญ ความมีคุณค่าของตนเองต่อการทำงานที่ผันเวียนเปลี่ยนไป อย่างที่เป็นอยู่และทุกคนเป็นหนึ่งที่อยู่ร่วมกันที่ผู้สัมพันธ์กันตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นใครมาใหม่ หรืออยู่มานานแล้วหากคนหนึ่งคนใดแปรเปลี่ยนไป การเคลื่อนไหวขององค์เกิดขึ้นโดยท้ายสุดก็จะเข้าสู่ความสมดุลที่เป็นไปของกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วทีมเราและมวลสมาชิกจับมือกันล้อมเป็นวงกลมร้องเพลงร่วมกัน..................

บทเรียน

      การประเมินกลุ่มเรียนต้องทำตลอดเวลา ปรับการนำพาต้องมีความเหมาะสมทั้งเนื้อหา การสร้างบรรยาการที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการแชร์ประสบการณ์ที่ทุกคนมีอยู่

      การเตรียมการเรื่องอุปกรณ์ที่ไม่พร้อมจะทำให้การเรียนรู้ อารมณ์ของผู้คนชะงัก ไม่ราบรื่น

       จำนวนสมาชิกที่เหมาะสมทำให้การนำพาการเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งน่าจะประมาณไม่เกิน 30 คน (วิทยากร 3 คนๆ ละ 2 กลุ่ม การทำกลุ่มแบบ World Café ไม่ควรเกินกลุ่มละ 5 คน)

       การเรียนรู้จากการนำพา นำมาสู่ทำความเข้าใจของวิทยากรในการทำกิจกรรมนำพาการเรียนรู้โดยเฉพาะการประเมินการรับรู้ การมีส่วนร่วมในการนำพากลุ่มของมวลสมาชิก