3 Cกับ 3 Q ที่รามคำแหง[1]
ความขัดแย้งทางสังคมในประเทศของเรามีมากขึ้นเรื่อยๆ คนไทยควรดูตัวอย่างของประเทศอิรักให้ดีเพราะมีการฆ่ากัน ขัดแย้งกัน ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักไปหมด เกิดสงครามกลางเมืองได้
ปัจจุบันคนไทยบริโภคสื่อแบบคิดไม่เป็น ผมจึงขอฝากประเด็นให้สังคมไทยคิดวิเคราะห์ให้ดี ว่าจะทำอะไรและมีผลเสียหายอะไรกรุณานึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักของเราและพยายามอดกลั้นต่อเหตุการณ์ให้มากที่สุด
มีข่าวว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้นในช่วงก่อนเลือกตั้งน่าจะผ่อนคลายบรรยากาศทางการเมืองไปได้ จะได้ไม่เผชิญหน้ากันส่วนฝ่ายต่อต้านก็ขอให้ทำอะไรภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย อย่ายั่วยุมากเกินไปสำคัญที่สุดคือ ฝ่ายรัฐบาลที่มีอำนาจรัฐ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและมีความอดกลั้น
ในอดีต สังคมไทยเป็นสังคมที่ค่อนข้างมีสันติสุข ต้องเก็บความดีเหล่านี้ไว้
ถ้าคนไทยรู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะให้ได้ว่า อะไรคืออะไรคงจะมีโอกาสแก้ปัญหานี้ได้ แต่จะสร้างสังคมให้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น ต้องใช้เวลาอย่างน้อยตัวผม ทีมงานจะทำหน้าที่เหล่านี้ต่อไปให้ดีที่สุด
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมี 2 งานที่น่าสนใจ ฝากให้ผู้อ่านได้นำไปคิดต่อ
เรื่องแรกคือกลุ่มนวัตกรรมทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการเชิญผมและคณะไปทำ workshop เรื่องนวัตกรรมทางการศึกษา 2 วันในวันศุกร์ที่ 25 และวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม ศึกษานิเทศก์กว่า 50 คน เข้าร่วมด้วย ได้หารือกันว่าจะจัดระบบการศึกษาเชิงนวัตกรรมให้โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้พัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศได้อย่างไร
ผู้จัดได้ดูรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระทาง UBC 7 เห็นผมกับอาจารย์ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติทำงานเรื่องนวัตกรรมร่วมกัน ผมเห็นว่าการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุณาเชิญผมและทีมงานไปร่วมถือว่าเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง ที่ท้าทายมากเพราะหากนำเอานวัตกรรมไปให้โรงเรียนใช้ได้จริงๆ คงจะช่วยเด็กนักเรียนได้มากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นองค์กรใหญ่ จะทำงาน routine แบบเดิมไม่ได้ การศึกษาไทยจะต้องให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็นเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะมาเล่าในสัปดาห์หน้า
ส่วนที่ได้ทำไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาคือ ผมมีโอกาสได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งจัดหลักสูตร MBA ที่เน้น Innovation เป็นกิจกรรมใหม่ของอาจารย์ศุภชัยหล่อโลหการและอธิการบดี ศ.รังสรรค์ แสงสุข ทำร่วมกัน ผมถือว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นตลาดวิชาที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีนักศึกษาจบระดับปริญญาตรีขึ้นไปเป็นจำนวนมาก กว่า 600,000 คน และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม ผมกับนายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงคุณประจวบ ไชยสาส์น ได้คุยกันถึงวิธีการที่จะเปลี่ยนบัณฑิตของรามคำแหงจาก Quantity ไปสู่ Quality
ในวันนั้นผมได้ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงพูดถึง HR หรือทรัพยากรมนุษย์กับการสร้างนวัตกรรม มีนักเรียนปริญญาโทจากหลากหลายอาชีพกว่า 100 คน เข้าฟัง ถึงแม้ว่า ห้องเรียนอาจจะใหญ่เกินไป แต่ในเวลา 4 ชั่วโมงสามารถทำให้นักศึกษากว่า 100 คน สนใจ ตั้งใจ นำเอาความรู้เรื่อง Innovation ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
เรื่องแรกคือ คำจำกัดความ
คำว่า "นวัตกรรม" ไม่ใช่แค่ creativity หรือสิ่งประดิษฐ์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีทั้งสอง
เพียงแค่มี creativity หรือสิ่งประดิษฐ์ ก็ไม่พอต้องมีความรู้ในเรื่องเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์ มีระบบความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ด้วยเมื่อมี 2 สิ่งแล้ว จะต้องมีสิ่งที่สามตามมาคือ มีกลุ่มคนหรือเจ้าภาพหรือเจ้าของนำไปทำ จะเป็น action plan หรือ project ให้ได้
สุดท้ายคือทำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งวัดได้จากการมีลูกค้าประเทศได้ประโยชน์ องค์กรได้ประโยชน์
2
ขั้นตอนดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ HR ด้วย เช่นเรื่อง creativity หรือสิ่งประดิษฐ์จะมีอุปสรรคใหญ่คือเรื่องระบบการศึกษาที่ไม่กระตุ้นให้คนไทยคิดเป็น
เรื่องที่สองคือคนไทยชอบพูดแต่ไม่ชอบทำ มักกลัวความผิดพลาดจึงไม่กล้าลงมือ
ประเด็นสุดท้าย คือถ้ามี 1 คือ creativity หรือสิ่งประดิษฐ์ และ 2 คือ action plan หรือ project จะต้องทำให้สำเร็จ จึงเป็นที่มาของทฤษฎี 3 Cคือ
- C
แรกคือคนไทยไม่ชอบ change หรือการเปลี่ยนแปลง
- C
ที่สองคือคนไทยไม่ชอบทำอะไรโดยมองไปถึงลูกค้า Customer
- C
สุดท้ายคือคนไทยที่เป็นหัวหน้าหรือผู้นำไม่ค่อยฟังลูกน้อง มักจะคิดว่าฉันรู้แล้วชอบทำตัวเป็นผู้สั่งการ Command and control ไม่ Listening และ Learning จึงมักจะทำให้โครงการ Innovation ไม่สำเร็จ
ผู้อ่านน่าจะลองไปศึกษาดูแต่ละกรณีที่กระทบตัวเรา ส่วน 3 Q เป็นความคิดของอาจารย์ยม นาคสุข มองแบบกว้าง จึงบอกว่า 3 Q ที่ต้องมีและจำเป็นในเรื่อง HR คือ
- Q
ที่หนึ่ง Quality of HR คือต้องมีคนมีคุณภาพในองค์กรก่อน
- Q
ที่สองคือคนเหล่านั้นต้องคิดเป็น Quality of Thinking
และถ้ามี Q ที่ 1 และ Q ที่ 2 จะมี Q ที่สาม คือ Quality of Innovation ได้
เมื่ออ่านแล้วลองไปคิดดูว่าจะนำมาใช้อย่างไรในองค์กรของท่าน แต่ที่แน่นอนคือ Innovation มาแรงจำเป็นและใช้ได้ในระบบของคนไทยแน่นอน แต่ HR จะเป็นตัวกระตุ้นหรือตัวถ่วงซึ่งถ้าเข้าใจก็เอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้  
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]

โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181  


[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97