สวัสดีครับพี่ธัญศักดิ์

ผมกลับมารอบสอง ที่จริงสนใจบทความนี้มากครับ อยากแลกเปลี่ยนมุมมองดูน่ะครับ

เรื่องการล้มเหลวของการเมืองการปกครองของประเทศไทย หากมองเป็นเรื่องของวิวัฒนาการพัฒนาก็น่าจะได้นะครับ เราไม่ได้ล้มเหลวเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยก็ได้ช่วยกับขบคิดปัญหาที่เกิดขึ้นได้เพิ่มขึ้น ก็เมื่อเราเห็นว่ารัฐบาลอ่อนแอ ก็เลยเพิ่มความมีเสถียรภาพเข้าไป เพิ่มไปก็กลายเป็นมากเกิน เพราะเป็นการเปิดช่องให้พวกแกมโกงหาทางส่งเงินหรือส่งคนเข้าไปยึดกุมอำนาจ หรือองค์กรได้อีก

ทีนี้เราก็ถอยออกมา ยอมว่าให้อ่อนแอลงบ้างก็น่าจะดีกว่าแข็งแกร่งเกินไปแต่สุ่มเสี่ยงกับการขัดแย้งของอำนาจ ( แต่ประเด็นใหญ่ ๆ อาจจะอยู่ที่บุคคลที่คิดครองอำนาจโดยไม่ลืมหูลืมตามากกว่า อันนี้จึงต้องยอมรับว่ากฏหมายมีช่องเปิดให้คนที่คิดเช่นนั้นทำได้ )

เรื่องการเมืองที่ล้มลุกคลุกคลาน กลับไปกับมาแบบนี้ที่จริงผมว่า เป็นเรื่องของประชาชนและพรรคการเมืองเป็นหลักใหญ่ ประชาชนและพรรคการเมืองจะปรับตัวไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับ ความรู้ของประชาชน เป็นสำคัญนะครับผมว่า ส่วนพรรคการเมืองนั้นเป็นเรื่องว่าต้องหาแง่มุมที่สร้างสรรค์ทั้งในทางความมั่งคั่งของประชาชนและการพัฒนาความรู้ความคิดรวมถึงการแสดงถึงการธำรงรักษาความเป็นประเทศไทยให้โดดเด่นเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนให้ได้ ไม่ใช่เอาเงินซื้อคน

ส่วนเรื่องการแบ่งแยกอำนาจทั้งสามให้ชัดเจนนั้น ตามหลักการของอำนาจอธิปไตยในระบบประชาธิปไตยก็น่าจะต้องเป็นงั้น แต่ก็อย่างที่ทราบ ๆ กันว่า อำนาจของประเทศไทยนั้นบิด ๆ เบี้ยว ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอำนาจบริหารกับ อำนาจนิติบัญญัติ แต่งวดนี้ดึงเอาอำนาจตุลาการ เข้ามาบิดเบี้ยวไปด้วย อันนี้หากมองในแง่มุมของนักกฎหมายและการยุติธรรมแล้ว ผมว่าก็น่าห่วงนะครับ แต่ว่าที่จริง ศาลก็พึ่งดีดตัวออกมาจากกระทรวงยุติธรรมได้ไม่นานนัก ใช่มั้ยครับ ดังนั้น เมืองไทยเราเคยประสบกับปัญหาการปิดเบี้ยวของอำนาจมาจนหมดแล้ว

ผมมองภาพรวม ๆ ว่า ในความเป็นประเทศไทยทุกวันนี้ ความเหลื่อมล้ำของผู้คนในทางความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองมีความต่างมากเกินไปนะครับ ทำให้ผู้รับผิดชอบการออกแบบกฎหมาย หรือการบริหารจัดการ ต้องขบคิดอยู่มาก บางทีความเหมาะสม อาจไม่ใช่ความถูกต้องนัก เพราะความถูกต้องในหลักการก็ไม่ได้ทำให้ประโยชน์ของประชาชน ( ผู้ถูกปกครอง )ถูกปกป้องดูแลอย่างเต็มที่นัก จึงต้องมองมาที่การจัดการกับเหล่านักปกครอง ที่แย่งอำนาจกันอยู่มากกว่า ว่า อย่าได้มุ่งแต่จะยื้อแย่งกันนัก หรือไอ้ที่แย่ง ๆ กันอยู่ก็ให้มีความลำบากมากขึ้นหน่อย

ผมเชื่อว่าความยุติธรรมของศาสไทยที่ดำรงอยู่มานานจะไม่ถูกสั่นคลอนง่าย ๆ หรอกครับ และขณะนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันว่า อำนาจศาล ( ตุลาการ )นั้นเป็นสิ่งสูงสุดและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อาจจะเป็นหนทางเดียวที่จะน้อมนำอำนาจต่าง ๆ เข้าสู่ความถูกต้องเข้าใจกันได้

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงแก้ไขยังคงมีอยู่นิรันด์ และอำนาจทั้งสาม ก็ไม่ควรเกี่ยวข้องกันในทางเอื้อประโยชน์ต่อกัน หลักการนี้ก็คงอยู่เช่นกันครับ

ขอบคุณครับพี่