สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน 

  หลายวันที่ผ่านมา ผมไม่ได้เขียนข้อความลงใน Blog ของอาจารย์ เนื่องจากไปสัมมนาที่ Bankgalore ประเทศอินเดียมาหลายวัน หลังจากผมกลับจากการไปร่วมสัมมนา ผมแสวงหาอาหารทางสมอง เช่นเคย ด้วยการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก Internet   รายการแรกที่ผมอ่านในเช้าวันเสาร์ก็คือ บทเรียนจากความจริง ของ ศ.ดร.จีระจาก เว็บของ น.ส.พ.แนวหน้าhttp://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 อาจารย์เขียน เกี่ยวกับ บทเรียนจากความจริง เรื่องIsreal/Hezbollah และทักษิณ/อภิสิทธิ์   ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระเขียนบทเรียนจากความเป็นจริงได้น่าสนใจ ข้อความข้างล่างแถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียนส่วนสีดำเป็นความเห็นของผมซึ่งมีดังนี้ ครับ     ยุคนี้เป็นยุคของการแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูล การมีสื่อ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ จากการทำงานร่วมกับ FM 96.5 MHz ผมได้ย้ายรายการจากวันอาทิตย์มาเป็นวันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น.จะมีการพูดเรื่องระยะยาว ที่ผู้ฟังสามารถนำไปใช้ได้ผมดีใจที่การใช้สื่อของผมได้ประโยชน์มากขึ้น ยุคนี้ต้องนำเอา Ideas ดี ๆไปสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดเวลา  ประเด็นนี้ ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างยิ่ง เป็นยุค Knowledge-Based Economy  ความรุ่งเรือง ความสำเร็จของสังคม องค์การ ของประเทศชาติ ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ การจัดการความรู้ เช่น สหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นมหาอำนาจ ก็เพราะมีการจัดการเรื่องความรู้ดีมาก มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอยู่ที่นั่นหลายแห่ง มีการทำวิจัยเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งชีวิตคน ชีวิตสัตว์ ชีวิตการทำงาน และมีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ   ส่วนประเทศไทยเราในความเห็นผมเรื่องการจัดการความรู้ ควรต้องเร่งพัฒนา มีนโยบายสาธารณะด้านการส่งเสริม การจัดการเรื่องการศึกษาทั้งระยะสั้น ระยะยาว โดยเฉพาะเรื่อง ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และด้าน IT รวมทั้งด้านจริยธรรม ศีลธรรมอันดีงาม เป็นต้น   คนมีความรู้หลายคนไม่ได้ทำอย่าง ศ.ดร.จีระ ทำ แต่กลับมีพฤติกรรมตรงกันข้ามคือมีความรู้แต่เก็บความรู้ไว้ ไม่เผยแพร่ หรือไม่เผยแพร่หมด ไม่พัฒนาต่อ รู้อยู่คนเดียว แถมหวงวิชา และไม่ชอบให้ใครรู้มากกว่า   ผมไปดูงานและสัมมนาที่ประเทศอินเดีย ได้มีโอกาสร่วมสัมมนากับสถานบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงของอินเดีย ซึ่งมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกหลายแห่ง และได้มีโอกาสไปดูงานบริษัทที่มีชื่อเสียงด้าน ไอที และผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง TOYOTAในประเทศอินเดีย น่าทึ่งมากครับที่อินเดียพัฒนาไปไกลแล้ว โดยเฉพาะด้าน IT และการบริหารการศึกษา อินเดียเป็นประเทศที่มีการพัฒนาการจัดการความรู้ได้ดี ศูนย์ไอที ที่ดีที่สุดในโลก อยู่ที่นี่ เป็นแหล่งรวบรวมคนมีความรู้ ความสามารถมารวมไว้ และให้คนเก่ง คนดีเหล่านั้นได้ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้กัน จึงกลายเป็นจุดแข็งของการจัดการความรู้ประเทศอินเดีย ซึ่งสามารถแข่งกับจีนได้ ผมได้ถามนักวิชาการด้านการบริหารชาวอินเดียว่า ในความเห็นของเขาคิดว่าใครจะเป็นประเทศมหาอำนาจกันแน่ระหว่างจีนและอินเดีย  คำตอบที่ได้คือ เป็นทั้งสองประเทศ แต่แตกต่างกันตรงที่อินเดีย เน้นที่ Software เน้นการศึกษาพัฒนาคนและ Software ขณะที่จีน เน้นการพัฒนา Infrastructure เน้นที่ Hardware คนจีนไม่เก่งภาษาอังกฤษ ขณะที่คนอินเดียพูดภาษาอังกฤษได้ อินเดียไม่หวงความรู้ แต่สนใจที่จะแชร์ความรู้ร่วมกับประเทศต่าง ๆ ขณะที่ไทยมีประชากร หกสิบกว่าล้านคน แต่อินเดียมี หนึ่งจุดสองพันกว่าล้านคน อินเดียยังไม่วุ่นวายทางการเมืองเหมือนไทยในขณะนี้  เขาร่วมมือกันพัฒนาชาติ กลุ่มคนเก่ง ๆ มาที่รวมตัวกันไปเรียน ไปทำงานต่างประเทศ กลับมาประเทศบ้านเกิด หันมาร่วมมือกันพัฒนาความรู้ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประเทศ เพื่อขยายความเจริญทางด้านความรู้ ไปสู่การพัฒนาประเทศและทรัพยากรมนุษย์ของชาติ  สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีกิจกรรม 3 เรื่องที่น่าสนใจ
เรื่องแรกคือไปร่วมบรรยายเรื่อง ภาวะผู้นำให้กับกลุ่ม Marketing Guru ในโครงการ Nano MBA ซึ่งทำเป็นครั้งที่ 5 แล้ว การหารือกันเรื่องผู้นำถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ
-
ผู้นำสร้างได้
-
ผู้นำไม่เกี่ยวกับอำนาจทางกฎหมายหรือตำแหน่ง
-
ผู้นำจะมีทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่ในปัจจุบันผู้หญิงมีน้อยกว่ามาก
-
เป็นเรื่องจำเป็นเพราะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ
-
ผู้นำแตกต่างกับผู้บริหาร
-
อะไรคือแรงกระตุ้น ( Motivation ) ให้อยากเป็นผู้นำ
-
ผู้นำต้อง
-
เก่งงาน
-
เก่งคน
-
เก่งบริหารการเปลี่ยนแปลง
-
มีคุณธรรม จริยธรรม
ผู้นำมีหลายชนิด
-
แบบมีเสน่ห์ ( Charisma )
-
แบบ Transformation จาก A B
-
แบบเหตุการณ์สร้างผู้นำ ( Situational Leadership )”

เรื่องการไปร่วมบรรยายเรื่อง ภาวะผู้นำให้กับกลุ่ม Marketing Guru ในโครงการ Nano MBA ของ ศ.ดร.จีระ  ผมได้มีโอกาสไปร่วมในงานนี้ด้วย พบว่าการบรรยายให้ความรู้ ของ ศ.ดร.จีระ เป็นการฝึกภาวะผู้นำไปในตัวด้วย  ให้ความรู้ควบคู่กับการฝึกฝน ผมเชื่อว่าในวันนั้น ศ.ดร.จีระ คงเห็นแววผู้นำของผู้เข้ารับการอบรมว่าเป็นอย่างไร เรื่องผู้นำ ที่ ศ.ดร.จีระ บรรยาย และเขียนมาในบทความนี้ เป็นองค์ความรู้ที่สด ไม่ได้ใช้ทฤษฎีแบบดั้งเดิมเอามาสอน แต่เป็นการนำเอาสถานการณ์ ยุคของโลกปัจจุบันและองค์ความรู้ข้ามศาสตร์มาบูรณาการ ออกมาเป็นผู้นำยุคใหม่  และสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ควรมีอย่างยิ่งก็คือ การสามารถบริหารความขัดแย้งให้เป็นคุณค่าแก่ส่วนรวมได้เป็นอย่างดี   และที่สำคัญที่ ซึ่ง ศ.ดร.จีระ กล่าวไว้ว่า ผู้นำ ต้องมีความอยากจะเป็น ด้วย ผมได้ความรู้ใหม่ตรงนี้  ผู้นำยุคนี้ต้องมีความอยากจะเป็นซึ่งผิดจากสมัยก่อน ว่าผู้นำคือผู้ที่คนอื่นยอมรับและแต่งตั้งขึ้นมา ทั้งที่ไม่อยากเป็น  ที่ว่าผู้นำ ควรต้องมีความอยากจะเป็นด้วย ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะผู้นำต้องกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ นโยบายสาธารณะต่าง ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก ย่อมต้องเจอกระแสต่อต้าน ถ้าผู้นำไม่มีความอยากจะเป็นเมื่อเจอปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดแรง และท้อแท้ถอยหลังไป นอกจากนี้ ศ.ดร.จีระ ยังได้อธิบายความแตกต่างระหว่างผู้บริหารและผู้นำ ซึ่งผมขอร่วมแชร์ไอเดียเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้ ครับ นักบริหารมืออาชีพนักบริหารมืออาชีพมีคุณลักษณะภายในตนที่สามารถปลูกฝังและฝึกได้หลายประการ ดังต่อไปนี้ <ol style="margin-top: 0cm"><ul style="margin-top: 0cm">

  • มีวิสัยทัศน์ มีสายตาที่ยาวไกล ก้าวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา
  • ตรงไปตรงมา มีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างสูงสุด
  • ทำงานโดยมุ่งผลสำเร็จมากกว่ามุ่งกระบวนการ
  • มองปัญหาชัด
  • ใช้ปัญญาในการการแก้ปัญหาและ
  • กล้าตัดสินใจ
  • เป็นผู้มีศิลปะในการประนีประนอม
  • การทำงานเป็นทีม ฯลฯ
  • </ul></ol>บุคลิกนักบริหาร ·        เรียนรู้สิ่งใหม่/ รับฟัง/ อ่านตำราใหม่ ๆ ผู้บริหารที่อ่านมากจะรู้มาก ก้าวทันโลกวิทยาการ ·        รู้จักเลือกใช้คน ใช้คนให้เหมาะกับความรู้ความสามารถ ·        มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ช่วยป้องกันการตัดสินใจที่อาจผิดพลาด ·        สื่อสารให้ทีมงานเข้าใจได้ กระจายข้อมูลที่จำเป็นให้ทุกคนรับรู้อย่างทั่งถึงและรวดเร็ว ·        สร้างเศรษฐกิจชุมชนไปสู่การแข่งขันตลาดโลกจากการกสร้างเศรษฐกิจในครัวเรือนให้พอมีพอเพียง ไปสู่การทำมาค้าขายในระดับท้องถิ่นไปจนถึงก้าวเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ ·        ผู้นำต้องมีผู้อยากเดินตาม ขณะที่ผู้บริหารต้องสามารถทำงานและกำกับควบคุมให้ผู้อื่นทำงานได้ดี   ผู้นำ คุณสมบัติผู้นำที่ดีควรมี ดังนี้·        เป็นผู้มีความคิดกว้างไกลและลึก·        มีความสามารถในด้านการใช้ภาษาต่างๆ ·        มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์                        ·        เป็นคนที่ฉลาด มีทุนทางความรู้มาก·        มีความสำเร็จในด้านวิชาการและด้านบริหาร·        มีความรับผิดชอบสูง ·        มีความกล้าและมีความอดทน·        ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: 18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">·        มีระดับจิตใจสูง มีคุณธรรม ฯลฯ</p> ผู้นำมักสร้างคน ต้องสร้างผู้บริหารไว้หลายระดับ มีตัวตายตัวแทนหมุนเวียนให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาแทนเพื่อตัวเองสามารถก้าวให้สูงขึ้น ผู้นำต้องคิดให้ทะลุ มองปัญหาไว้ตั้งแต่การป้องกัน การแก้ไข กระบวนการทำงานทุกขั้นตอน    ผมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศได้จัด workshop เรื่องทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ที่น่าสนใจเพราะเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โดยเน้นทฤษฎีว่า ถ้าจะทำ HR ให้ได้ผล ต้องพัฒนาความเชื่อและศรัทธาก่อน
    เรื่องเผยแพร่องค์ความรู้ด้านทรัพยากรมนุษย์ เราโชคดีที่มี ศ.ดร.จีระ เปิดประเด็นใหม่ ๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทำให้   HR Manager หลายท่านไม่หลงประเด็นไปเน้นแต่ สรรหา คัดเลือก อบรม ก.ม.แรงงานฯ เป็นต้น  เพราะสิ่งที่ ศ.ดร.จีระ แนะนำ โดยเฉพาะเรื่อ ทฤษฎี 8 K’s จะเป็นรากหญ้าของทรัพยากรมนุษย์ ถ้าทรัพยากรมนุษย์ ไม่มีสิ่งที่ ศ.ดร.จีระ บรรยาหรือแชร์ความรู้ ก็ไม่มีประโยชน์ ที่จะไปทำการสรรหา คัดเลือก อบรม ทำด้านแรงงานสัมพันธ์ฯ ผมจึงมั่นใจว่า สิ่งที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศได้รับ จะมีประโยชน์อย่างมาก เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการทำงาน   การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ในยุคนี้ต้องพูดคุยกันในเรื่องโลกาภิวัตน์และ Innovation ไม่มาย้ำคิดย้ำทำเรื่อง สรรหา คัดเลือก อบรม แรงงานสัมพันธ์ฯ อย่างที่ทำกันอยู่ แค่งานประจำวันเท่านั้น ยังไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กร สังคม ประเทศชาติได้ดีนัก
    เมื่อกลับมาดูคุณทักษิณกับคุณอภิสิทธิ์ ในระยะแรก นายกฯทักษิณได้เปรียบ ชนะอยู่หลายช่วงตัว แต่วันนี้คุณอภิสิทธิ์ปรับปรุงแนวทางของการเป็นผู้นำ จุดแข็งของคุณทักษิณคุณอภิสิทธิ์ก็นำมาใช้ได้ และหลีกเลี่ยงจุดอ่อนอื่น ๆ เช่น
    -
    คุณธรรม จริยธรรม
    -
    เรื่อง Corruption ก็นำมาชี้ให้เห็น
    -
    สิ่งใดที่เป็นประชานิยมก็จะทำ ทำเพื่อความยั่งยืน เช่น มีกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
    -
    เน้นเรื่องการลดค่าครองชีพ ทุนนิยมของทักษิณเป็นแบบเน้นการตลาดเต็มตัวแต่ทุนนิยมของคุณอภิสิทธิ์เป็นทุนนิยมแบบยั่งยืน เน้นกระจายผลประโยชน์ต่อทุกกลุ่มและยังมองเรื่องการศึกษาด้วยสนใจเรื่องสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้คนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย”  เรื่องประเด็นทางการเมืองที่ ศ.ดร.จีระ เขียนมา ผมเห็นด้วย เห็นว่าคุณอภิสิทธิ์มีการพัฒนารูปแบบการหาเสียงได้ดีขึ้นมาก ก็ขอให้มีการประเมินผลการทำดังกล่าวเป็นระยะและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งเก่งและดีขึ้น   ที่สำคัญ การหาเสียงและนโยบายพรรคของทุกพรรคการเมือง ก็ควรควรคำนึงถึงกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2549 พระราชดำรัส 4 ข้อนี้ขอให้นักการเมืองทั้งหลาย นำไปช่วยปฏิบัติให้เกิดผล ทั้งยังเป็นการเผยแพร่ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนรุ่นหลัง พระราชดำรัส 4 ข้อ ดังกล่าว ผมพอสรุปมาได้ดังนี้ <ol style="margin-top: 0cm">

  • จะคิด จะพูด จะทำก็ขอให้มีเมตตามุ่งดีต่อกัน
  • ให้ช่วยเหลือประสานงานสามัคคีกัน ต้องช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ประสานประโยชน์กันทำงานช่วยเหลือตัวเองด้วย แก่ประเทศชาติด้วย
  • ให้ปฏิบัติตนอยู่ในกฎระเบียบ เคารพกฎหมายให้เท่าเทียมเสมอกันและ
  • ต้องพยายามทำความคิดความเห็นของตัวเองให้ถูกต้องมั่นคง มีเหตุผลอย่าทำอะไรด้วยอารมณ์ ตัณหา กิเลส ต้องมีอยู่ในเหตุผล และปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันจะขัดแย้งกันบ้าง แต่เมื่อตกลงกันแล้วก็เดินไปในทิศทางเดียวกัน
  • </ol> นอกจากนี้ การหาเสียงของนักการเมือง ก็ควรระวังว่าจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อมากเกินไป หาประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้อง ทำเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนน แต่ไม่สนใจว่าจะถูกต้อง และสิ่งที่พูดจะเป็นไปได้หรือไม่  ที่สำคัญ นโยบายแต่ละพรรคผมยังไม่เห็นมีพรรคไหน มีโครงการที่ยั่งยืนถาวรเพื่อแผ่นดินจริง ๆ จึงขอให้บอกผ่านมายังทุกพรรคการเมืองว่า ลองทบทวนดูวิสัยทัศน์ ภารกิจ วัตถุประสงค์ นโยบายเป้าหมาย อีกครั้ง ว่าแผ่นดินได้อะไรจากนโยบายนั้นหรือไม่อย่างไร  นโยบายของพรรคเป็นการคิดสั้นหรือคิดยาว คิดแบบ Local อย่างเดียว หรือคิดแบบ Globalization ร่วมกันไปด้วย ในยุคนี้ ถ้าคิดสั้น คิดแคบเฉพาะท้องถิ่น อาจจะอยู่รอดได้ยาก เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ขีดจำกัดหรือเน้นแค่ท้องถิ่น แต่อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง บนกระแสโลกาภิวัตน์ ให้คนไทยอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน วันนี้ ผมเขียนไว้เท่านี้ก่อน  ศ.ดร.จีระ มีรายการที่น่าสนใจหลายรายการ เช่นรายการโทรทัศน์สู่ศตวรรษใหม่ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุอสมท. F.M. 96.5 MHz Hz   คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 และรายการเศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทาง ททบ. 5 ทุกวันอังคารและวันพุธ เวลา 9.55 น. – 10.00 น. หรือทาง http://www.chiraacademy.com/    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานเขียนของ ศ.ดร.จีระ  เรื่อง Isreal/Hezbollah และ ทักษิณ/อภิสิทธิ์ ใน Blog ถัดไป </p>  ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน     ยม