50. กีรติ ยศยิ่งยง
เมื่อ พ. 21 พ.ย. 2550 @ 07:45
464591 [ลบ]
ถ้ารัชกาลที่ 4 ท่านทรงทำศิลาจารึกขึ้นเองท่านจะทำที่ไหนแล้วก็ บอกว่าคงทำที่วัดบวรนิเวศ ดิฉันไม่เชื่อเลยว่ารัชกาลที่ 4 จะมานั่งตอกหลักศิลา แต่ไม่เล่าละเอียดเพียงแต่จะเล่าให้ฟังว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นไปได้ว่าที่นี่จะมีอักษรชุดที่ 2 ที่ชื่อว่า อริยกะ ไม่ได้หมายความว่าคนที่คิดอริยกะจะต้องคิดศิลาจารึก ดิฉันเชื่อในความแตกแขนงของการศึกษา ท่านคบหากับมิชชันนารีและบาทหลวงอยู่ภาษาของท่านถึงได้ดีและหลังจากที่ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงได้ออกหนังสือฉบับหนึ่งหน้าตาคล้ายบางกอกรีคอร์ดเดอร์ ท่านบอกเลยนะคะว่าหนังสือเล่มนี้ออก มาแล้วจะเห็นว่าถ้าเป็นของท่านจะมีตรามหามกุฏ แล้วมีฉัตรขนาบทั้ง 2 ข้าง แล้วจากราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ ของรัชกาลที่ 4 นั้น ทางสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพดูแลหอสมุดแห่งชาติได้นำเอางานชิ้นนี้ แยกออกเป็นส่วน ๆ แล้วก็ไปแยกพิมพ์ เรียก ว่าประกาศในรัชกาลที่4 แต่ทีนี้รวมหมดเลย อันนี้เป็นต้นฉบับถ่ายมาจากต้นฉบับแท้ ๆ ท่านอย่าไปหาเพราะตอนนี้กรอบหมดแล้ว ทำให้เราศึกษาได้เลยว่าพระองค์ท่านลักษณะอย่างไรน่ารักมาก ๆ เป็นพระมหากษัตริย์ที่น่ารักมาก ตัวอย่างในสมัยรัชกาลที่ 4 ไม่มีโรงเรียนก็จริงแต่เรามีพระมหากษัตริย์ที่ให้ความรู้เราเป็นระยะในหนังสือราชกิจจานุเบกษาและที่เราเรียนรู้กันว่าราชกิจจานุเบกษา คือ ราชกิจที่ออกมาเป็นระยะ ที่ จริง ๆแล้วรวมเรื่องราวน่ารู้ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างให้ฟังว่า การวัด น้ำฝน มาตราวัดน้ำฝน เริ่มมีในรัชกาลที่ 4 บันทึกไว้ว่า วันนี้น้ำฝนตก 5 ทสาง ไม่รู้ว่าคืออะไรตอนหลังมาเมื่อมีเอกอัครราชทูต ของอังกฤษเข้ามาได้ถวายเครื่องมือวัดน้ำฝน ท่านเขียนไว้ในราชกิจจานุเบกษาว่าเมื่อท่าน ตรวจดูแล้วยอมรับว่าของเขาดีกว่า ทสาง มาจาก ทส+ อังค อันมีองค์ 10 เหมือนกัน แต่ 10 นั้นคือ 10 อะไร คนไทยใช้วิธีการเอาข้าวเปลือกเรียงเอาด้านข้าง มาเรียงขึ้นไป 10 เม็ดค่ะ เรียงลำบากค่ะ อย่างนั้นจะได้เป็น 1 นิ้ว เรียกว่า ทสาง ของเขาได้ถึง 100 ท่านคิดคำใหม่จากทสางเป็นสตางค์ คือ 100ขีด ท่านดำริว่าเจ้าหน้าที่ขี้เกียจจึงด้ผลการวัดไม่ค่อยตรง ร.4 ท่านเขียนหนังสือสนุก พระองค์ท่านคงเขียน หรือบอกโดยมีอาลักษณ์จดโดยละเอียด ร.4 ท่านบอกว่าในบางอย่างอย่าเชื่อพระ เพราะบางเรื่องพระเชื่อไม่ได้ สมมุติว่าพระที่นี่ได้บรรดาศักดิ์ก็จะเอาลงในงานนี้ ในราชกิจจานุเบกษา ในนั้นมีบันทึกว่า ให้พระอาจารย์สา เป็นพระศาสนาโสภณที่ในวัดบวร ฯ มีนิตยภัติเดือนละ 4 ตำลึงกึ่ง พระราชทานตลิปัดแฉกเป็นเครื่องปรุงยศ ใครคือองค์นี้คะ อยู่วัดราชประดิษฐ์ที่มีฉายาว่าปุตสตยะ ฉายาเปรียญธรรม 18 ประโยค รัชกาลที่ 4 จะน่ารัก เดี๋ยวลองฟังสำนวนรัชกาลที่ 4 สักนิด นอกจากว่าท่านจะบอกเรื่องน้ำฝน เรื่องยาแล้วยังบอกเรื่องนาฬิกาว่ามี 24 ชั่วโมง ถ้าตอนเช้ากับตอนกลางคืนอย่าได้เรียกเหมือนกัน ถ้าเป็นกลางวันเรียกว่าโมง ถ้าไม่ให้เรียกตอนย่ำรุ่งว่า 6 โมง ให้เรียกว่าย่ำรุ่ง แล้วถึงจะเป็นโมงหนึ่งแล้วก็สองโมง สามโมง ไปเรื่อยจนถึงเที่ยงไม่ให้เรียก 12 นาฬิกาให้เรียกย่ำเที่ยง ย่ำค่ำให้เรียกว่าโมง เคยนึกหมือนกันว่าคำเหล่านี้มาจากไหน กลางคืนจะกลายเป็นทุ่ม เรียกตามเสียงย่ำกลอง เรื่องของคำว่าทสางท่านอธิบายว่า 7 เม็ดข้าวเปลือกตะแคงเป็นนิ้ว 1 แบ่งเป็น 8 กระเบียด ทำให้จดเสียเศษ อย่างเก่าแบ่งนิ้ว 1 เป็น 8 กระเบียดเรียกว่าทสาง แต่ของอังกฤษจะได้100ถ้วน เรียกว่า สตางค์ ท่านสอนหลายเรื่อง และดิฉันเชื่อว่าวัดบวรฯ ต้องเป็นแหล่งเกิดความรู้อย่างแท้จริง ถ้าหากว่าท่านที่อยู่ที่นี่ถ้าใช้ผิด ดิฉันจะลองถามดูนะคะถาม พระคุณเจ้าได้ไหมคะ ท่านบอกว่าถ้าหนังสือทั้งปวงที่ดำเนินราชโองการจะกุมไปยังหัวเมือง ต่าง ๆ ถ้าเมืองเป็นประเทศราชหนังสือดำเนินราชโองการนั้นให้เรียกว่า ตอบได้ไหมคะ ถ้าไปจากเมืองหลวงไปสู่หัวเมืองเทศราชให้เรียกว่าอะไรคะ ท่านสอนไว้เลยให้เรียกว่าศุภอักษร ถ้าเมืองนั้นถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาให้เรียกว่า ท้องตรา เรียงลำดับให้อย่างนี้แล้วก็บอกเสร็จนะคะว่า ให้พวกเราทั้งหมดอย่าได้ผิดเป็นอันขาดถ้าใครเรียกผิด เขียนถวายผิด กราบทูลผิด จะต้องถูกปรับ ปรับอะไร ถ้ากีรติใช้ผิด ดร.กีรติจะต้องปรับให้กวาดชานหมากล้างน้ำหมากทั้งในและนอกห้องท้องพระโรงในพระบรมมหาราชวังและให้ระวังปากอย่าเชื่อคำพระ คำเถรนั้นไม่รู้ขนบ ประเพณีอะไร มีอีกตอนหนึ่งที่แรงว่าทำไมเรียกศพ เรียกศพไม่ได้ ที่จริงเรียกศพนะถูกแล้ว ทำไมพระสงฆ์จึงมาบอกว่าศพคนธรรมดาให้เรียกว่า อสุภ ให้เรียกว่า ศพ อันนี้เป็นภาษาปกติไม่ใช่ภาษาทางพระแล้วท่านก็บอกว่า คุณกีรติ คุณธีรนันท์ ที่ใช้คำว่า ศพ นั้นอย่าไปเดาะใช้อสุภ เหมือนกับพระนั่นก็ว่าพระด้วย มีบางตอนที่ท่านว่าแรง เวลาท่านบอกให้อาลักษณ์เขียนเช่นตอนลงท้าย ท่านบอกว่า พระยาศรีสุนทรโวหารสันดานมากด้วยวิตกอกหักเป็นผู้สั่ง เวลาทำให้เรารู้ว่าพระศรีสุนทรโวหารนั้น คือ พระศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร ) เป็นคนที่ ขี้วิตกมากแล้วมีบางตอนบอกว่าถ้าสั่งอย่างนี้แล้วถ้าใครทำไม่ถูกขอแช่งอันนั้นน่าขำมาก สนุกมาก อันนี้รับสั่งมาใน เป็นฉบับที่ 2518 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้สั่งคือพระศรีสุนทรโวหารผู้กลัวเมียนักเหมือนบ่าวกลัวนาย แต่ได้ยินว่าลักสมคบกับญาติหญิงของเมียอยู่ ญาติหญิงของเมียรำต่อหน้าจึงไม่สบาย เมื่อเรารู้อย่างนี้ มีบางตอนท่านบอกว่าถ้าหากว่าใครทำถูกตามที่ท่านบอกก็ อันนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าไม่เชื่อท่านขอให้คนคนนั้นศีรษะล้านเหมือนคนที่รับสั่ง ให้ร้านไปชั่วนิจนิรันดร เขียนไว้อย่างนั้นจริง ๆนะคะ ส่วนใครที่ทำตามรับสั่งแม้ใครที่ศีรษะล้านอยู่แล้วขอให้ผมขึ้นเท่านั้นทำให้เรารู้สึกว่าท่านใกล้เรามากท่านมีอารมณ์ขัน อันนี้คือความรู้ที่เราได้รับจากรัชกาลที่ 4 ในสมัยที่ยังไม่มีโรงเรียนเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ว่ามีคนถามเหมือนกันว่าแล้วพระเจ้าอยู่หัวเรียนที่ไหน ทั้งรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 ฝากพระคุณเจ้าช่วยกรุณาอนุรักษ์แหล่งที่เป็นความรู้ที่เรียกว่าวัดให้คงไว้ทุกพระองค์เรียนที่สำนักเดียวกันหมดเลยคือวัดโมฬีโลกยาราม ไม่อนุรักษ์สมกับเป็นโรงเรียนแห่งเจ้าชายในระดับเจ้าฟ้า และในระดับที่เป็นพระราชโอรสเรียนที่นั่นทั้งนั้นเลย แต่เดี๋ยวนี้ดูไม่ได้นั่นคือแหล่งเรียนรู้ของเจ้านายระดับสูง แต่เจ้านายฝ่ายหญิงนั้นแน่นอนก็มีคนสอนข้างในวัง เราจะไม่พูด ถึงที่นี้พอมาถึงสมัยที่จะเริ่มมีโรงเรียนจริง ๆ เป็นมาอย่างไร อันดับต่อไปจะอาศัยข้อเขียนของลูกรัชกาลที่ 4 เลย นั่นคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เขียนและพิมพ์แล้วอยู่ในเรื่องของความทรงจำ เล่มที่ 1 เล่มที่ 2 ที่ดิฉันใช้มาก็คือ ทายดูสิคะ ตราอย่างนี้บุคคลนี้เกี่ยวข้องกับวัดนี้แหละค่ะในอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารสวยเหลือเกิน ที่อยู่ข้างหน้าประธานพระพุทธชินสีห์ หน้าชุกชี สวยเหลือเกิน เป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์นี้ค่ะ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ให้จำชื่อหนังสือไปหาอ่านต่อ ได้มีศิษย์วัดบวรรวบรวมขึ้นพิมพ์ แต่บัดนี้ไม่ค่อยได้มาแล้ว ท่าน คือ อาจารย์ ศ. ศิวรักษ์ เล่มที่ 3 พระภิกษุควรอ่านชื่อว่าพระประวัติตรัสเล่า ผู้เขียน มีรูปหล่อของท่านอยู่ที่นี่ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าวชิรญาณวโรรส มีเรื่องให้จำมาก แปลกอยู่ในรัตนโกสินทร์เรา ตั้งแต่ตอนต้นมาบุคคลที่เป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าเราทำไมชื่อเป็นนาค ลูก ร .1 องค์แรกคือพระองค์เจ้าวาสุกรี คือกามสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส องค์นี้ก็ชื่อมานุษยนาคมานพ ร.4 เคยถามว่าเคยเห็นมนุษย์ที่เป็นนาคไหมท่านพูดกับพระภิกษุ นี่ไงคนนี้ไง คือพระองค์เจ้ามานุษยนาคมานพ นั่นคือ หนังสือพระประวัติตรัสเล่า ทั้ง 3 เล่มนี้ เมื่อรวมกันเข้าแล้วเราจะได้ภาพของบุคคล 2 คนในแง่ของการศึกษาชัดเจน ภาพที่ 1 คือรัชกาลที่ 4 และภาพต่อสายการนำการศึกษาลงสู่สามัญชนโดยรัชกาลที่ 5 พออ่านแล้วจะเห็นจริงว่าลำบากขนาดไหน ถ้าทำได้อยากจะบอว่าที่ได้เรียนหนังสือในปัจจุบันนี้มาจากใคร คือจากร.4 กับ ร.5 แล้วอาศัยทั้ง 3 พระองค์นั้น