49. กีรติ ยศยิ่งยง
เมื่อ พ. 21 พ.ย. 2550 @ 07:44
464588 [ลบ]
พระหัตถ์ ตรงนั้นแหละค่ะข้างหน้าวัง หน้าพระที่นั่งอุทยานสราญรมย์ท่านออกมารับฎีกาหรือไม่ก็ออกมารับการฟ้องด้วยพระองค์เอง เว้นเสียแต่วันนั้นฝนตกหนักแต่ก็ยังจะให้ลูกอออกมารับแทน และผู้ที่ออกมารับแทนก็คือ กรมหมื่นมเหศวรศิวะวิลาส คอยช่วยเหลือรัชกาลที่ 4 แล้วคอยช่วยเหลือราษฎร แล้วก็มาสิ้นเสียที่วังหน้าวัดบวรนี้เองด้วยเหตุโรคนี้ มีอย่างหนึ่งที่ดิฉันจะต่อก็คือว่ารัชกาลที่ 4 เป็นพระองค์แรกที่บอกว่าไม่ทรงเชื่อเรื่องลม ที่ได้ฟังไปแล้ว กับท่านบอกว่า ความป่วยไข้ของคนในเมืองนี้มีที่มาที่ไป และที่มาที่ไปนั้นทำให้เรารู้อีกนะคะว่าท่านคิดว่าที่ตั้งของ กรุงเทพมหานครนี้คือจุดที่ทำให้คนป่วยไข้มาก ความจริงท่านอ้างบอกว่าฉันนี่แหละเป็นหมอไม่เชื่อไปถามสิคนนั้นนะ จวนจะตายแล้ว คนถึงอติสานแล้วท่านให้ยาหาย ท่านนี่แหละเป็นหมอ ท่านพูดว่าแผ่นดินของกรุงเทพนี้เป็นที่มาของการไข้ อนุมานการคิดดูเห็นว่าในกรุงเทพฯพื้นดิน นั้นหน้าแล้งต้นไม้ใบไม้ร่วง หน้าฝน ฝนชุก ก็เป็นโคลนตม หล่ม เลน ก็เมื่อ ฝนชุกนั้น ไข้ต่าง ๆ ก็ไม่มี ถึงคราวลงราก ก็มีฝนชุกลงมา ไข้ต่าง ๆ ก็ดี ไข้ลงราก ( ไข้รากสาด )ก็ดี เข้าหน้าแล้งเมื่อใดไข้ลงรากก็กลับชุมขึ้น หรือลงเมื่อแรกก็มีมาในต้นฤดูฝน ครั้นฝนชุกแล้วก็คลายไป ถึงไข้ต่าง ๆ ก็เหมือนกัน การซึ่งเป็นดังนี้คะเนเห็นว่าที่ แผ่นดินเป็นดินเหนียวดินชื้นเช่นนั้นเมื่อฝนชุก ก็เหมือนกระทะตั้งไฟ ลำบากมากการที่จะให้ราษฎรเข้าใจ เมหือนกระทะตังไฟ เมื่อคนตักน้ำมาเทซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกระทะน้ำก็ไม่มีร้อนขึ้นได้ ครั้นน้ำไม่ร้อนก็ไม่มีไอ ถึงหน้าแล้งก็คลายไอดินออกมาให้เกิดแต่ดินก็ตามแต่ ก็เมื่อหน้าแล้งนั้นฝนไม่มีก็ได้คลายไอออกมาพุ่ง ๆเพราะมีน้ำ แล้วไม่มีน้ำเย็นเททับ ก็แผ่นดินกรุงเทพฯ นั้นเป็นดินชื้น ไอน้ำนั้นขึ้นมาถูกคายขึ้นมา ผู้คนมักจะมีความไข้ในหน้าแล้ง แต่หน้าฝนแล้วไข้ชุมซึ่งเป็นดังนี้ เพราะที่เป็นป่า เป็นดอนที่สูงแห้งแล้งมากนัก ถ้าแล้งมากต้นไม้ก็ไม่มีใบ ก็ไม่มีไอดินมา ไม่ชื้น ที่ดอนโดนฝนตกลงมาก็ไม่ขังอยู่ ไหลอาบไปที่อื่นเสียชุ่มแผ่นดินนั้นน้อยการนี้ก็เหมือนกับกระทะที่ตั้งไฟแล้วร้อนอยู่นาน ครั้นถูกน้ำ น้ำน้อย ถ้ากระทะนั้นเอียง น้ำไปที่อื่น น้ำที่ติดกระทะก็ร้อนเป็นไอน้ำขึ้นมาฉันใด ลมสูบน้ำให้ไหลอยู่เสมอ การที่เขาสะบาปกันที่เมืองจันทบุรี ท่านบอกท่านไปสระบุรีแล้วไม่เป็นอะไรเลยทางโน้น แต่ท่านกลับมาท่านป่วย ที่มันต่ำ ฝั่งนี้เป็นทะเลตมที่มันต่ำ น้ำฝนที่ตกอยู่ในป่าอยู่เป็นนิตย์ มันเป็นเพราะที่นี่ที่มันต่ำ ฝั่งนี้เป็นทะเลตมที่นั้นต่ำ ท่านเขียนยาวมากเริ่มแล้วการศึกษาอย่ามองว่ามีแต่เลือดลม และเสมหะ ท่านจดไปได้เลยว่ายาเม็ดแรกที่รัชกาลที่ ที่4 ชื่อยา หอลอเว เป็นภาษาอังกฤษได้อย่างไร ท่านบอกว่า เดี๋ยวจะไข เมื่อคนทั้งปวงจะเห็นว่าเป็นยาหมอบ้า หมอหลัง ก็ดีหลอกลวงไม่ให้ใครนับถือแต่ข้าพเจ้าใช้เอง กินยาหอลอเวมาแล้ว 20 ปี เห็นว่ากำลังกายก็ดี อาหารก็เจริญ ไข้เจ็บก็น้อย เจ็บนิดหน่อยวางยาขนานนั้นสกัดเสีย แต่รักษาโรคใหญ่ไม่ได้อย่างยาเขียวนั้น จะวางให้หายในขณะเดียวกัน แก้ปัด คุมตัวเองถ้าโรคมาก ถ้าเห็นปัดเห็นขัดอย่า กลัวถ้าโรคมากก็ต้องกินวันละ 2 เวลา แต่กินตามกำลังลองดูคราวละ 3 – 4 เม็ด ถ้าเห็นปัด เห็นขัด เห็นปัดออก อย่าตกใจ ถ้าตกใจไม่สบายจิตรูปจะทำให้เห็นอาการต่าง ๆ ก็จะปัดแรง ระบายแรง แต่สาย ก็จะสบาย พยายามหาอยู่จนข้ามปีสว่ายาหอลอเว คือยาอะไร เจ้าของห้างฮอลลอเว ลอนดอนเสียชีวิตแล้วแล้เจ้าของห้างฮอลลอเว คือผู้ผลิตยาหอลอเวของรัชกาลที่ 4 นั่นเป็นยาเม็ดแรก ทรงแนะนำยาอีกชนิดหนึ่งคือ ยาควินิน เอามาให้ท่านก่อนในเรื่องของการศึกษา ขอแนะนำก่อนนะคะว่าข้างหน้าวัดบวรเป็นที่มาของการแพทย์แผนปัจจุบัน และยาเม็ดแรกที่ทรงให้ลอง ตรงกันข้ามเปี๊ยบ ที่นี้ในแง่ของการศึกษาถ้าก่อนรัชกาลที่4 คิดว่ามีไหม ถ้าเป็นของสมัยใหม่ยังไม่มี ก่อน ร.4 จะมีลักษณะอยู่สิ่งหนึ่ง การเข้ามาของ 2 กลุ่มจากตะวันตก แคธอลิก เรียกว่า บาทหลวง อีกกลุ่ม หนึ่งที่เราเรียกว่า หมอ หรือ มิชชันนารี แต่หลายคนเป็นหมอด้วย เป็นนักสอนศาสนาด้วย นำ 2 อย่างรวมกัน แล้วก็มีบาทหลวง 2 กลุ่มนี้จะแตกต่างกันอยู่ ถ้าเป็นด้านคาธอลิกจะเน้นมาก ในเรื่องของศาสนามาก มีบาทหลวงใหญ่อยู่ที่วัดคอนเซ็บชั่น เป็นมิตรอย่างยิ่งกับวชิรญาโณภิกขุของเราในขณะที่พระองค์ประทับอยู่ที่วัดราชาธิวาส ชื่อ บาทหลวงตันเลอร์กัว แลกความรู้กันเลย ซึ่งไปอ่านรายละเอียดขอไม่พูดในตรงนี้ หลังจากนั้นก็มีหมอสอนศาสนาจาก นิกายแบบทริช มีนิกาย 3 นิกาย มีนิกายแมชชันนารี นิกายแบบทริช และบัลเชเรียล อันนี้เป็นฝ่ายของคริสเตียน แต่มันมีเรื่องเกิดขึ้นคนไทยไม่รู้หนังสือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีโอกาสเห็นสมุดเล่มเล็กเปิดดูเป็นอักษรโรมัน ลองอ่านดู อ่านแล้วเป็นภาษาไทยเช่นพระแม่มาเรีย คืออ่านตัวอังกฤษออกมาเป็นภาษาไทย นั่นเป็นเพราะว่าหมอสอนศาสนาเหล่านั้นไม่รู้ภาษาไทย ออกมาเป็นภาษาไทยให้คนไทยฟัง จนกระทั้งมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือมีฝรั่งคนหนึ่ง ขอคุณธีรนันท์ คุณสุดารา (แอน) เราโชคดีนะคะ คนหนึ่งเป็นมุสลิม คนหนึ่งเป็นคาธอลิก จะช่วยเราได้ เดี๋ยวจะให้ดูหนังสือภาษาไทยเล่มแรกสุด ช้า ๆ ก็ได้มีเวลาตั้ง 3 ชั่วโมง มีแผ่นใสไหมคะ ไม่มีแผ่นใสไม่เป็นไร เอาแผ่นใสให้ดูก่อนก็ได้ค่ะ อันนี้เป็นตัวหนังสือแรกสุดของเรา หล่อที่ประเทศอินเดีย ผู้ที่หล่อคือร้อยเอกเจมส์ ลอว์ เคยเห็นมาก่อนไหมคะ นี่แหละค่ะเป็นอย่างนี้แหละค่ะ ตัวหนังสือไทยของเรา หล่อที่เมืองดากัสกา ไม่ได้ได้จากเมืองไทยได้มาจากอังกฤษ เสียดายอยู่ว่ามีทั้งทึบและใส อันนี้เป็นรากเหง้าของการศึกษาโดยแท้ แต่สำหรับทางฝ่ายคริสเตียนเป็นความจำเป็นโดยแท้ คำสอนในศาสนาคริสเตียน เอามาให้ท่านดูอย่างนี้ เครื่องพิมพ์เครื่องนี้หลังจากนั้นหล่อที่คากัสกา แล้วมีมิชชันนารอเมริกัน สองคนผัวเมียได้ซื้อแล้ว นำเข้ามาจากสิงคโปร์ 2คนนั้นชื่อจัสซัน เขาเอามาจากสิงคโปร์จากสิงคโปร์เครื่องพิมพ์อันเดียวกันเข้ามาสู่ประเทศไทย แล้วหลังจากนั้นมาจึงซื้อขาย แล้วตกมาสู่มิชชันนารีคนหนึ่งที่เป็นแพทย์ ชื่อหมอบรัดเลย์ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทางฝ่ายไทยในตอนนั้นยังอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ตึงตัวมากเลยในเรื่องนี้ รู้แล้วล่ะคะว่า วิทยาการตะวันตกก้าวหน้ามาก เราจะอยู่กับปากไก่ ใบลานและสมุดข่อยลำบากแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีการขอให้หมอบรัดเลย์นั้นพิมพ์สิ่งแรกขึ้นมาในประเทศไทย และดิฉันถือว่าสิ่งแรกอันนั้น มีความสำคัญต่อการศึกษาของประเทศไทยมากที่สุด นั่นก็คือพระราชบัญญัติห้ามการสูบฝิ่น 9000ฉบับ นี่เป็นแรกสุดของประเทศไทยนี่คือตัวจริงถ่ายมา ตัวเดิมเขียนอยู่ในสมุดข่อย แต่ได้ว่าจ้างให้โรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์พิมพ์ออกมาเป็นอันนี้ นี่ตัวจริงถ่ายมาจากอันนี้จริง มี ความยาว 1 หน้า อยากให้ที่นี่ลองเก็บไว้ดู นี่คือต้นฉบับแท้ ๆของพระราชบัญญัติ ประกาศห้ามสูบฝิ่น 9000 ฉบับในรัชกาลที่ 3 ว่ามันร้ายกาจขึ้นจนกระทั่ง มีพวกตั้วเฮีย เกิดขึ้นที่โน่นที่นี่บางปะกงจนกระทั่งลงไปถึงหัวเมืองทางปักษ์ใต้ รัชกาลที่ 3 จึงความจำเป็นต้องประกาศห้ามสูบฝิ่น ปลูกฝิ่น ที่ถ่ายมามีตัวอย่างของการแจกลูก ไม่ทราบคนปัจจุบันนี้ ดร. กีรติรู้จักการแจกลูกมั้ยคะ เพราะ ฉะนั้นจากการที่ เริ่มมีโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์แต่ที่จริงหมอบรัดเลย์นั้นมาหลังจากหมออีกคนหนึ่ง บ้านอยู่ที่บางคอแหลม รู้จักบางคอแหลมไหมคะ ทางถนนตก เขาเป็นหมอเหมือนกันชื่อว่าหมอสมิธ หมอสมิธ คนนี้เล่นการพิมพ์เหมือนกัน แต่หมอบรัดเลย์พิมพ์มากกว่า และก็เกิดเหตุในเมืองไทยที่เป็นความรู้สมัยใหม่ เลย ก็คือมีงานที่วัดประยุรวงศาวาส แล้วก็มีปืนใหญ่ชำรุดอยู่กระบอกหนึ่ง ไม่ทราบว่าพระที่นั่นท่านเชี่ยวชาญอย่างไรทดลองขุดหลุม เอากระบอกปืนใหญ่คว่ำลงในหลุมแล้วก็จุดชนวน เมื่อจุดชนวนระเบิดจนข้ามมาถึงฝั่งปากคลองตลาด ด้วย ทางปากคลองตลาดไม่มีใครบาดเจ็บแต่ทางวัดประยูร ฯ มีพระองค์ที่ทำระเบิดนี้ก็ แขนขาด มีตายด้วยนะคะ คนจุดตาย พระที่ชอบเล่นไฟพะเนียงแขนขาด และวันนั้นที่วัดประยุรวงศาวาสได้เกิดการศัลยกรรมครั้งแรกขึ้นในประเทศไทย หมอบรัดเลย์ได้จัดการตัดแขนพระก็เป็นพระที่ ได้รับศัลยกรรมเป็นคนแรกในเมืองไทยแล้วหลังจากนั้นมาจึงเกิดเรื่องของกุมารกำเนิดขึ้นมา หมอเริ่มทำคลอดให้แก่ผู้หญิงไทยแน่นอนที่สุดในวังต้องลองก่อน ยาก็เหมือนกันในวังนี่กลัวกินแล้วตาย ต้องให้ข้าทาสลองก่อนถ้าไม่ตายเจ้านายถึงจะกิน นี่ด้านการแพทย์พอคร่าว ๆและนี่เป็นประกาศห้ามสูบฝิ่นตัวแท้ ต้นฉบับให้ดูภาพคนแรก ๆ ที่เข้ามาในช่วงเวลาเหล่านั้น ร.3 ท่านเลิกคบฝรั่ง แต่ ร .4 ท่านเป็นเพื่อนหมด เรียกว่า เป็นพระสหายทูลกระหม่อมพระ สมัยที่อยู่วัดราชาธิวาส เมื่อหมอเอาเครื่องพิมพ์เข้ามาและเราก็จ้างให้เขาพิมพ์ หลังจากนั้นเขาก็ออกหนังสือ ชื่อว่าหนังสือ ? และนี่คือภาพหมอบรัดเลย์ และเปิดภายในให้เห็นสมเด็จ นี่คือหมอบรัดเลย์ ที่ผ่าตัดครั้งแรก ทำคลอดคนแรกก็ท่านนี้ค่ะ ทำตำรา กุมารกำเนิดก็ท่านี้ แล้วท่านก็ออกหนังสือพิมพ์เล่มแรก ชื่อ บางกอกรีคอร์ดเดอร์ เริ่มทำให้ชินกับการออกข่าวเรียกว่าหนังสือข่าว และหมอบรัดเลย์คนนี้สนิทสนมทั้งกับทูลกระหม่อมพระและทูลกระหม่อมฟ้าน้อย นี้เมื่อบางกอกรีคอร์ดเดอร์จะออกมานานหลังจากนั้นมา วชิรญาโณภิกขุก็ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เรียนถามพระคุณเจ้าว่าเสด็จออกจากพระตำหนักไหนในวัดนี้คะ ทางวัดบวรฯช่วยให้ความรู้หน่อยว่าทูลกระหม่อมพระประทับที่ตรงไหนคะ อ๋อที่พระตำหนักปั้นหยา เพื่อนดิฉันที่เป็นนักค้นคว้าท่านบอกว่าศิลาจารึก หลักที่ 1 เป็นของปลอมทุกท่านคงทราบเรื่องนี้ใช่ไหมคะ คือท่าน อาจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์