48. กีรติ ยศยิ่งยง
เมื่อ พ. 21 พ.ย. 2550 @ 07:43
464587 [ลบ]
ดร. กีรติ ยศยิ่งยง : นมัสการพระคุณเจ้า แขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ คิดว่าวันนี้เป็นวันที่เราจะร่วมกันจารึกเกี่ยวกับความเป็นวัดบวรนิเวศวิหารกับการศึกษาไทย คิดว่าวันนี้เราจะได้อะไรมากกว่าที่คิด เราจะได้รู้อะไรที่ลึกกว่าที่ในหนังสือที่เราอ่านนั้นปรากฏอยู่เนื่องจากเราว่าเราได้วิทยากรซึ่งมีความรู้เฉพาะด้านเพราะท่านเป็นนักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ มาถ่ายทอดความรู้ที่ท่านได้ค้นคว้ามาในชั่วชีวิตของท่าน มาเล่าให้เราฟังว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับ แล้วท่านได้ค้นคว้าอะไรเกี่ยวกับความเป็นวัดบวรนิเวศวิหารกับการศึกษาไทยในช่วงนี้ขออนุญาตแนะนำวิทยากรที่จะมาบรรยายพิเศษให้เรา ท่านจบการศึกษาทางด้านอักษรศาสตร์จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยและท่านได้ไปศึกษาปริญญาเอกทางด้านวรรณคดีอังกฤษ จากประเทศอังกฤษอันนี้เป็นประเด็นหนึ๋งซึ่งอาจจะต้องเรียนถามท่านว่าท่านจบวรรณคดีอังกฤษ แล้วเหตุใดกลับมาท่านจึงมาสอนประวัติศาสตร์ไทย แล้วทำให้ท่านเกิดความรักแล้วเกิดความรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ไทยมีความสำคัญตั้งแต่นั้นมาท่านเลยค้นคว้าความเป็นไทย เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าในประเทศไทยท่านเป็นผู้หนึ่งซึ่งมีความรู้ความสามารถทางด้านของประวัติศาสตร์ไทยก็คงจะไม่ผิดอะไรนะครับผมขออนุญาตแนะนำให้ท่านรู้จักกับ ผศ. ดร.ขวัญดี อัตวาวุฒิชัย ผศ. ดร. ขวัญดี : นมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพแล้วก็นักบวชทุก ๆ สถานะรวมทั้งนิสิตด้วย ดิฉันอาจจะมีความสับสนนิดหน่อยดูเหมือนวันนี้เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ ที่ ดร.กีรติขอให้มาบรรยายส่วนหนึ่งเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ ไปเข้าใจว่าอย่างนั้นจริง ๆ ก็เลยเตรียมมาว่าจะพูดกับเด็ก พอมาเห็นอย่างนี้ก็ตกใจแต่ว่าที่ไม่ตกใจนักก็เพราะว่านี่เป็นครั้งที่2 ครั้งแรกนั้น ดร. กีรติได้ขอให้มาบรรยายให้แก่นิสิตปริญญาโทของท่าน ซึ่งข้างบนนั้น ดิฉันตกใจเหมือนกันว่าที่เข้าไปเพราะดิฉันเป็นคนที่อ่อนด้อยด้านเทคโนโลยีมาก แต่พอขึ้นไปข้างบนชั้น5 นั้นเพียบเลยแม้แต่ PAPER งานค้นคว้าของนิสิตส่งให้ ดร. กีรติกันทางทางอีเมลล์ ใช่มั้ยคะ ถึงขนาดนั้นน่ะค่ะ ซึ่งตัวดิฉันเองยังไม่มีความรู้อะไรในเรื่องนั้น แล้วก็เลยคิดว่าวันนี้ตัวเองจะครึ่ง ๆ กลาง ก็เลยเตรียมพวกแผ่นใสมาเต็ม ปรากฏว่าที่นี่ไม่มีเครื่องฉายให้ ก็เป็นไป ตามสภาพแต่ดิฉันปรับได้ วันนี้เป็นวันเดียวที่ดิฉันไม่ได้มีวางแผนไว้ว่าจะพูดอย่างไรยิ่งมาเจอสภาพอย่างนี้ยิ่ง ตกใจค่ะ ตกใจจริง ๆเพราะในความรู้สึกชองดิฉันว่าอย่างนี้ค่ะที่ตกใจ เพราะว่าคิดว่าทุกท่านที่อยู่ในที่นี้โดยเฉพาะทางฝ่ายพระ ภิกษุสงฆ์เนี่ยะจะต้องมีความรู้ที่เกี่ยวกับวัดบวรนิเวศ ดีกว่าดิฉันทุก ๆ ท่านเลยน่ะค่ะ แล้วทำไมให้ดิฉันมาพูดเขาเรียกว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายชาวสวน เอาหน้าแป้งนวลมาขายชาววัง กระมังคะ ก็เลยคิดว่าเอ๊ะเรา ก็คงจะต้องเป็นแบบของเรา คือ ต้องหาจุดอะไรบางอย่างที่นิสิตอาจจะยังไม่ทราบเหมือน ที่ทราบมาอย่าง อย่างคราวที่แล้ว ว่ามีหลายอย่างที่ ดร. กีรติไม่ทราบอย่างนี้เป็นต้น ก็เลยคิดไว้ในใจว่าเราจะเริ่มอย่างไรดีหนอ ก็คิดอยู่ว่าพระคุณเจ้าดิฉันจะปรับอย่างไร ที่จริงดิฉันจะมีหนังสือ สมุดเล่มแบบนี้น่ะค่ะ ซึ่งตอนนี้ เป็นสิบ ๆ เล่มแล้วค่ะ เหตุที่ทำอย่างนั้นและจะแนะไม่ทราบท่านใดเป็นนิสิตปริญญาโทของคุณกีรติบ้าง ที่นั่งอยู่ในที่นี้ อ๋อมีอยู่นะคะ ค่ะอยากจะแนะในสิ่งหนึ่งซึ่งเคยใช้มาในทางตะวันตกแล้วก็เมื่อมาสอนที่คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะในวิชาอารยธรรมไทยเนี่ยะ ได้บอกกับลูกศิษย์ทุกคนว่า สมุดที่ใช้ในการจด อย่างนี้ ให้จดเฉพาะหน้าขวา หน้าด้านขวา เป็นสิ่งที่ผู้ที่มาสอนจะเป็นครูบาอาจารย์หรือผู้ที่ เชิญมาจากภายนอกเป็นส่วนของความรู้ที่เขากลั่น กรองมาแล้วก็ให้อยู่ด้านขวามือเท่านั้น ด้านซ้ายมือก็คือสิ่งที่เราไม่เข้าใจ สิ่งที่ผู้ที่มาสอนเขาขอให้ไปค้นหรือว่าสิ่งที่เราได้เพิ่มเติม จากเขาหรือจากการอ่านของเราให้ใส่ไว้ด้านซ้าย แล้วก็ลูกศิษย์ที่ธรรมศาสตร์เขาทำตาม เมื่อทำตาม แล้วเนี่ยะผลมันออกมา ว่าความรู้ที่อยู่ด้านซ้ายมือในหน้าด้านซ้ายมือของสมุดมีมากกว่าด้านขวา ทั้งนี้เป็นเพราะการค้นเอง และตัวดิฉันเองก็พูดชัด ในอาชีพครู ที่มีมาจนเกษียณอายุเนี่ยะบอกว่า ถ้าผู้ใดก็ตามท่องจากที่ เราสอนให้ ให้ท่องได้ทุกคำแล้วเวลาสอบเอามาตอบจากการท่องได้ไม่มีตก ไม่มีตกหล่นไม่มีทางเกิน 60 % เลยจากดิฉันที่จะให้ เพราะความรู้จะเลวลงถ้าเผื่อว่าคุณไม่ค้น ต่อ แต่ถ้าอันไหนที่ผู้สอนแนะนำบอกให้ไปค้นต่อคุณอาจจะขึ้นถึง 70 – 75 และเมื่อไรที่มีความคิดงอกเงยเมื่อนั้นรู้ก็อาจถึงจะ 90 ดิฉันมีเป็น 10 เล่ม ความรู้อยู่ด้านขวากับด้านซ้ายมีมากเหลือเกิน ครั้งแรกนั้นดิฉันคิดว่าจะไปค้นคว้าในเรื่องของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าและสมเด็จพระสังฆราชที่ประจำอยู่ที่วัดบวรแต่คิดไปมาพบว่าทางนี้ทำไว้หมดแล้วเป็นเล่มเยอะแล้วที่เหมือนพ็อกเก็ตบุ๊กเป็นชุดก็เลยคิดว่าถ้าเราไปทำ ก็ไม่ควรจะต้องไปทำ เพียงแต่แนะนำว่าหากทุกท่านได้อ่านประวัติสมเด็จพระสังฆราชเจ้า และสมเด็จพระสังฆราชที่วัดนี้แล้วก็ขยายความรู้ต่อเนื่องกับที่เรารู้หรือเราจะรู้หรือเราจะพบหรือจากที่เราเก็บไว้ในหลืบของความคิดของเราเมื่อไรก็จับต่อได้ สำหรับวัดนี้ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการรวม 2 วัดเข้าเป็นวัดเดียว แล้วเมื่อครู่นี้ท่านเจ้าคุณได้บอกถึงปีของการ ก่อตั้งแล้วฉะนั้นในวันนี้ ดร. กีรติบอกว่าให้มาพูดถึงในเรื่องของวัดนี้ที่เกี่ยวกับการศึกษา ดิฉันได้วาดภาพมาในที่นี้ด้วย ไม่ใช่ภาพเพราะดิฉันวาดภาพไม่เป็นแต่วาดอย่างนี้มาใน แผ่นใสให้ดู ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะว่าท่านนั่งอยู่อย่างนี้ก็ให้เริ่มต้นลอง คิดถึงที่ตั้งของวัดนี้ก่อน วัดนี้อยู่นอกหรือในเขตของเกาะรัตนโกสินทร์ ถ้าเราคิดเอา 2325 เป็นที่ตั้ง ไม่ทราบว่านิสิตของอาจารย์กีรติอยู่ที่ไหนบ้าง ช่วยกรุณาตอบด้วย เราไม่มีเครื่องอะไรมากมาย แต่เดี๋ยวนี้เขาเรียนว่า อินเตอร์แอ็คทีฟ ( Inter active)น่ะค่ะ ซึ่งเราจะไม่ใช้ภาษาฝรั่งกันก็ได้ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาเรียกกันว่า ยุคลวิถี เป็นทางคู่อย่าให้พูดคนเดียวมันไม่สนุก เราก็จะเห็นว่าในเขตส่วนที่เป็นพระราชฐานจริง ๆเราก็รู้ว่าทรงเอาบริเวณที่ปัจจุบันนี้เป็นใต้สะพานพระปิ่นเกล้า ฯ ตรงนั้นเป็นคลองโดยตลอดเรียกว่าคลองรอบกรุง แล้วตอนหลังมาเรามาเรียกกันเบี่ยงผิดไปว่าเป็นคลองหลอด มีเด็กที่เกิดมาทีหลังอาจจะไม่ทราบว่าความจริงที่ใต้ตรงนั้นมีคลองมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ไปเรื่อยที่เราเรียกว่าคลองหลอดแล้วไปออกปากคลองตลาด ทุกท่านก็ทราบอยู่อันนั้นในส่วนในสุดเป็น ในส่วนที่เป็นพระราชฐานเป็นวังหลวงกับวังหน้า แต่ว่าบุคคลที่ได้รับสถาปนาหรือแต่งตั้งหรือได้อิสริยศขึ้นมาเป็นวังหน้าพระองค์แรกซึ่งพระนามเดิมของท่านคือบุญมา แล้วก็เรื่อยขึ้นไปจนกระทั่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยาสุรสีธิราชสุรสิงหนาท แล้วเมื่อมีการตั้งราชวงศ์ใหม่ท่านก็ไดรับอิสริยศขึ้นเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท แล้วบ้านเดิมของท่านอยู่ที่ไหนถ้าเราเอาหน้าวัดทางนี้แหละค่ะแล้วไปทางสี่แยกบางลำพู แล้วตรงไปทางป้อมพระสุเมรุ ยังไม่ทันถึงตรงนั้น ทางนั้น ขวามือซึ่งเดี๋ยวนี้แต่เดิมเป็นที่ตั้งของโรงพิมพ์คุรุสภาแล้วตอนนี้ปิดแล้ว แล้วก็มีการต่อสู้ไม่ให้ กทม.ทุบทิ้ง ตรงนั้นจะมีปั๊มน้ำมันปั๊มหนึ่งดูเหมือนจะเป็นปั๊มตราดาว มองไปที่ด้านซ้ายจะมีประตูเหลืออยู่ ข้างหลังก็มีคนอยู่คนขายของจนแทบจะไม่เห็นประตูนั้น ไปแล้วแต่มีป้ายบอกว่าเป็นประตู ของวังของเจ้าฟ้าจักรเจษฎา หรือเจ้าฟ้าที่มีพระนามเล่นว่าเจ้าฟ้าลา แล้วก็เป็นพระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ฝ่ายชายองค์สุดท้อง คือประตูจักรเจษฎา เป็นอนุชาองค์สุดท้อง แต่จริง ๆ ก็มิใช่วังของพระองค์ท่าน พระองค์แรก ในวันที่มีการอุปราชาภิเษกแถวเกียรติยศแห่ไปจากประตูนั้น ไปจนกระทั่งถึงที่พระบรมมหาราชวัง แล้วถึงจะเข้าสู่พิธีอุปราชาภิเษก จากนั้นจึงได้มาประทับในวังหน้าซึ่งก็คือบริเวณที่เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เดี๋ยวนี้เป็นโรงละครแห่งชาติเป็นโรงเรียนนาฏศิลป์ เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสำนักงานกฤษฎีกา ทั้งหมดเลยท่านมาประทับตรงนั้น ทั้งหมดเลยคือตรงบางลำพูถนนเดียวกับวัดบวรนี้จึงว่างลงแล้วก็ ได้พระราชทานให้แก่เจ้าฟ้าจักรเจษฎาผู้เป็นพระอนุชาประทับต่อ เพราะฉะนั้นในความรู้สึกของดิฉันเริ่มตั้งแต่ตรงนี้ก่อน ถ้าเป็นต่างประเทศต้องมีป้ายบอกนะคะประตูตรงนั้น เพื่อรักษาเอาไว้แต่เราก็ไม่ทำ จนกระทั่งเด็กปัจจุบันนี้ไม่รู้จักเพราะฉะนั้นการที่ เด็กไม่รู้จักเราโทษใครไม่ได้เลยนอกจากเราผู้ใหญ่ไม่ทำเอง เพราะฉะนั้นบริเวณตรงที่เป็นส่วนของวัดบวรในปัจจุบันนี้ ซึ่งไม่ห่างจากบางลำพู และไม่ห่างจากบริเวณที่เคยเป็นวังของวังหน้าพระองค์แรกเนี่ยะ อยู่ในเขตที่แบ่งกันแล้วกับทางฝ่ายวังหลวง อย่างเช่น วัดตองปุ วัดชนะสงคราม รู้จักวัดบวรสถานสุทธาวาสมั้ยคะ เดี๋ยววันนี้จะรู้ทั้งหมดแบ่งกันตรงที่ถนนหน้าพระลาน ถนนหน้าพระลาน จากถนนหน้าพระลานลงไปจนตลอดถึงข้างล่างเป็นฝ่ายของวังหลวง บริเวณตั้งแต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จริง ๆ แล้วตั้งแต่วัดมหาธาตุขึ้นมาจนกระทั่งถึงคลองตรงนี้ค่ะ คลองบางลำพูตรงนี้แหละค่ะ อันนี้เป็นเขตของวังหน้าเอาอย่างนี้ก่อน เพราะฉะนั้นนะคะตรงบริเวณที่เป็นบางลำพู ตั้งแต่ป้อมซึ่งเดี๋ยวนี้ ก็เป็น สวนสันติชัยปราการ เป็นต้นมาเลียบมาทางนี้เป็นฝ่ายที่ดิน ของวังหน้าถือว่าอยู่นอกเขตของวังหลวง วังหน้ามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ในบริเวณนี้ อันนี้คือเรื่องกำเนิดของวัดบวรในเบื้องแรกทีนี้ดิฉันจะพาให้ ท่านลองนึกดูก่อนนะคะว่าท่านจะนึกออก หรือไม่ถ้าหากว่าดิฉันบอกว่า นึกถึงวัดบวรข้ามฝั่งไป ข้ามถนนตรงนี้ไปสู่ที่เป็นมูลนิธิแล้วมีถนนเล็ก ๆซึ่งกลางคืน คุณจะไม่เห็นความสง่างามของวัดบวรเลยเพราะเต็มไปด้วยคนมากินข้าวต้ม ที่เขาเรียกข้าวต้มวัดบวร นั่นคือทางเสด็จของพระเจ้าอยู่หัว พลตรีหญิงอุษณีย์บอกว่าพี่ขวัญกระทุ้งเลย กระทุ้ง ก็คือว่าเสียดายถ้าตรงนั้นยังเป็นท่าเรือเสด็จขึ้นวัดบวรนิเวศวิหารจะสวยขนาดไหน ศาลาท่าน้ำยังอยู่ใช่มั้ยคะ คงเคยเห็น พระภิกษุคงไม่เคยเห็น ท่านคงไปฉันข้าวต้มไม่ได้ แต่ถ้าคนอื่นนอกนั้นเนี่ยะจะรู้จักข้าวต้มวัดบวรดีกว่าที่จะรู้จัก ศาลาท่าน้ำตรงนั้นที่เป็นศาลาทรงไทย อันนี้เป็นจุดสำหรับดิฉันและน่าเสียดายมาก ก่อนที่จะถึงศาลาทรงไทยตรงนั้น เลยวัดบวรไปนิดเดียวท่านก็ยังเห็นกำแพงอยู่นึกออกมั๊ยคะกำแพงตรงนี้ เป็นกำแพงที่สมเด็จพระเทพรัตน ฯ ได้เป็นประธานซ่อมแล้ว ซึ่งจะตรงไปเรื่อย ๆจนกระทั่ง ถึงตรงสันติชัยปราการ หรือป้อมพระสุเมรุตรงโน้นด้าน หนึ่งหรือถ้าตรงไปอีกก็ ตรงไปตามแนวคลองบางลำพู แล้วก็ไปชนป้อมพระกาฬ ตรงบริเวณที่เป็นเฉลิมไทย นึกออกมั๊ยคะ ตรงโน้นก็จะมีป้อมอีกแล้วเหมือนกัน สำหรับดิฉันมันเหมือนกับเราไม่ค่อยจะ รักษาของเก่าของเรา เราอยากได้เงินจากนักท่องเที่ยวมาก ลองคิดดูนะคะว่าถ้ากำแพงนี้ยังอยู่เมืองนี้จะน่าดูแค่ไหน โดยเฉพาะบริเวณนี้ แล้วมีศาลาท่าน้ำคนมาทางน้ำคลาคล่ำ แล้วเป็นอย่างนั้นมาจากระทั่งเมื่อสัก 6 -70 ปีที่แล้วนี้ก็ยังมีเรือเข้ามาตลอด เขามาดูลิเกกัน มาจากแถวปทุมเขาก็จะมาจอดเรือกันแถวบริเวณ ข้างนอกของป้อมพระสุเมรุแล้วก็เข้ามาตรงลำคลองนี้เพื่อมาดูลิเกกัน ตรงบริเวณสี่แยกบางลำพู เอาละนะคะลองข้ามฝั่งจากตรงฝั่ง ข้างหน้าศาลาวัดบวรตรงศาลาท่าน้ำนั้นไป ปัจจุบันนี้เป็นอะไรไปจนกระทั่งถึง ริมสะพานนรรัตน์ ปัจจุบันนี้เป็นอะไรได้เห็นไหมคะ เป็นห้องแถว นอกจากเป็นห้องแถวแล้ว ก็เป็นตึก ตรงกันข้าม ตรงหน้าวัดบวรนิเวศวิหารข้าม นั่น วัง 2 วัง ที่อยู่ตรงนั้น เป็นวังของบุคคลที่ดิ ฉันจะดึงเข้ามาสู่การศึกษา วังที่ 1 เป็นวังของพระองค์เจ้านพวงศ์ และวังที่ 2 อยู่ติดกันเป็นของพระองค์เจ้าสุประดิษฐ์ทั้ง2 พระองค์เป็นโอรส องค์โต 2 พระองค์ของรัชกาลที่ 4 ก่อนที่ เสด็จขึ้นครองราชย์ ก่อนที่จะเป็น เขาเอาชื่อเก่ามาเป็นชื่อของราชสกุล โอรสองค์ที่ 2 รัชกาลที่ 4 ก่อนอุปสมบท เป็นวชิรญาโณภิกขุ พูดง่าย ๆ ขอประทานพระอนุญาต ชื่อนพวงศ์กับชื่อสุประดิษฐ์ แล้วเราก็จะจำโดยการบอกว่า อ๋อชื่อเก่าอย่างนี้เขาเอาชื่อเก่ามาเป็นราชสกุล ใช่หรือไม่ ใช่เลยค่ะ ถ้าเจอใครที่นามสกุลสุประดิษฐ์เราทราบเลยค่ะว่าเป็นชื่อ ตระกูลนั้นคือลูกชายองค์ที่ 2 ของรัชกาลที่ 4 ก่อนอุปสมบทแล้วใครก็ตามที่นามสกุลนพวงศ์คือคนที่สืบสาย ราชสกุลของพระองค์แรก ตัวดิฉันก็ลากเส้นเช่นกันซึ่งในความจริงได้พยายาม สำหรับพระภิกษุดิฉันคิดว่าท่านลากเส้นได้ทันที บางครั้งเราจำเป็นต้องหากำลังใจเหมือนกัน และจำได้ตอนนั้นยังเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์จุฬา ปีที่ 1 แล้ว ได้รับการบอกว่าอาจารย์ของเราที่จะสอนเรานั้นท่านลาบวช รุ่นพี่ผู้ชาย 2 คนเขาบอกว่าอยากจะมาไหมงานบวชของท่าน คือค่อนข้างซนแบบอยากรู้อยากเห็น ดิฉันมีรูปถ่ายที่ดิฉันกับเพื่อนถ่ายในวัดบวรไม่ไกลจากพระอุโบสถในขณะที่ท่านอาจารย์ของ ก็เพราะว่าเป็นหลานชายสุดท้ายแล้วของสมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้าวชิรญาณวงศ์ หม่อมหลวงจิรายุ นพวงศ์ หลายท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้ ดิฉันมีรูปอยู่ที่นี่ที่ถ่ายแถวนั้นแหละค่ะ ก็เลยเป็นกำลังใจมหาศาล และที่ดิฉันจะพูด ก็ถ้าฝั่งโน้นเคยเป็นวังของกรมหมื่นมเหศวรศิวะวิลาส นั่นคือพระองค์เจ้านพวงศ์ค่ะ เมื่อทรงกรมแล้ว กรมหมื่นมเหศวรศิวะวิลาส แล้วก็องค์น้องที่ชื่อสุประดิษฐ์ ชื่อว่ากรมหมื่นวิศนุนาถนิภาธรอยู่ด้วยกันที่หน้าวัดบวร 2 องค์นี้แหละค่ะในความรู้สึกของดิฉันก็คือว่าสององค์นี้ เป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา การศึกษาของดิฉันไม่ได้หมายถึงการมีชั้นเรียน แต่หมายถึงการหาวิชาการ ซึ่งสมัยโน้นเริ่มที่พระเจ้าอยู่หัวแล้วก็คือในวังกับในวัด ตลอดเวลาส่วนทางบ้านมาอันดับที่ 3 แล้วถามว่าสำคัญอย่างไร เมื่อทั้งสองพระองค์พี่น้อง 30กว่า ๆ กับ 40 ต้น ๆ สิ้นพระชนม์ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ พระบิดา คือรัชกาลที่ 4 ได้มาเยี่ยม เมื่อมาเยี่ยมแล้วเห็นว่าเป็นโรคอย่างนี้ ขอเลยว่าให้ลูกทำอย่างไรแต่ก็ไม่ได้รับความเชื่อถือจากพระโอรส องค์น้องสิ้นก่อน องค์พี่สิ้นทีหลัง สิ่งที่ดิฉันอยากจะพูดคือ การแพทย์แผนปัจจุบัน รัชกาลที่ 4 กริ้วมากที่ลูกไม่ยอมเชื่อ แล้วท่านก็ออกมาเป็นประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าตั้งแต่นี้ต่อไปจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอาการของลูกอีก ฟังอาการแล้ว ลองคิดดูก็แล้วกัน ท่านคิดว่าสองพระองค์นี้เป็นโรคอะไรและเป็นที่มาของแพทย์แผนปัจจุบันแล้วก็จะบอก ณ ที่นี้เลยนะคะว่า รัชกาลที่ 4 นั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ตามที่เราทราบกัน แต่ท่านเป็นวิทยาศาสตร์ของท่านไม่ได้เป็นแค่เคมีหรือดาราศาสตร์อย่างเดียวแต่เป็นทางด้านการแพทย์ด้วย เมื่อปีที่แล้วสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เขาขอให้ดิฉันไปพูดแล้วเขาก็รวบรวม เรื่องต่างที่ เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าไว้เขาไม่ทราบเลยไม่ทราบตั้งแต่แรก พระองค์ประกาศพระองค์เองว่าฉันคือหมอ ถึงขั้นนี้เลยนะคะ เดี๋ยวท่านลองลองฟังดู ว่าทั้งสองพระองค์เป็นโรคอะไรกันหนอ แล้วลองทายดู แล้วคิดว่าแล้วควรจะรักษาทางไหน แต่ว่ามีอยู่ข้อหนึ่งที่ศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์มีอยู่ข้อหนึ่ง ไม่เอาตัวเราในปัจจุบันนี้เป็นเกณฑ์ บางครั้งเวลาเราศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์เราต้องเอาสภาพสังคมในตอนนั้นเป็นตัวตั้งด้วย ดิฉันได้พยายามรวบรวมเรื่องต่างๆ เอาไว้ที่เป็นเรื่องการแพทย์แผนไทยแต่ไม่ใช่ ที่เขาสอนกันปัจจุบันที่มิใช่วัดโพธิ์ จริงแล้วในวรรณคดีและในประวัติศาสตร์มีเรื่องของแพทย์แผนไทยอยู่เยอะ คุณหมอที่นำทางด้านการแพทย์แผนไทยที่กระทรวงสาธารณสุข หมอเพ็ญนภาได้ส่งไปให้แล้ว 1 ชุด ถ้าหากว่าท่านไม่รู้จักรัชกาลที่ 4 ท่านอาจจะคิดว่ารัชกาลที่4ท่านไม่ได้บอกว่าท่านเป็นแพทย์ แต่ว่าถ้าอ่านมาก ๆ ตัวดิฉันยอมรับเลยนะคะว่าดิฉันอ่าน รัชกาลที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 บ่อยที่สุดบ่อยถึงขั้นความรู้สึกในบางครั้งว่าเราเป็นลูกศิษย์ท่าน บางครั้งเหมือนทรงแนะนำอะไรต่อมิอะไรให้ เพราะอะไรจึงรู้สึกอย่างนั้น เพราะทั้งสองสามพระองค์ ทีท่านเขียนหนังสือเหมือนกับท่านอยู่ใกล้ ๆเรา ลีลา การเขียนไม่เหมือนนักวิชาการเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวดิฉันจะอ่านให้ฟัง ท่านบอกว่า กรมหมื่นวิศนุนาถนิภาธรพระองค์เจ้าสุประดิษฐ์เป็นก่อน อาการกรมหมื่นวิศนุนาถนิภาธร อาการให้แน่น ให้เฟ้อ อาหารที่กินเข้าไปก็อาเจียนออกเสีย ท่านบอกป่วยหลาย ๆวันแล้วก็คลายขึ้นเล่า นี้เมื่อ10ข้างขึ้นประมาณเดือนหนึ่ง ให้แน่นเฟ้อมากเข้ามาในวังไม่ได้อยู่มาหลายวัน จึงคลายเป็น ๆ หาย ครั้งเดือน 11 ข้างขึ้นบอกอาการคลายหายขึ้น แล้วไปกฐิน จนเมื่อเดือน11 ข้างขึ้นก็ไปสระบุรี และเมืองลพบุรี ครั้นกลับมาถึงกรุงแล้ว อาการนั้นหาคลายไม่ ให้ตกโลหิตซีดซูบลงโดยเร็ว หมอได้วางยาลุนด้วยดีเกลือ อาการแรกลุนนั้นค่อยสบาย มาจนอาการทรุดหนักลงโลหิตลิ่มเป็นชิ้น ๆ แลติดกับพังผืด ยืดใยเหนียวออกจากอุจจาระแทบทุกเวลากำลังน้อยลง ให้เจ็บในอกมาก ให้หายใจเหนื่อยเนือง ๆ อุจจาระมีน้ำขาวแดง หมอแคลงว่าจะใกล้อติสาน อติสาน แปลว่าอะไรนะคะ คนไทยมักไม่มีรู้จัก อันนี้เราลืมไปแล้วคนไทยไม่มีใครไม่รู้จักคำว่าโคม่า โรคอย่างนี้หมอไทยว่าไม่เคยเห็น สิ่งที่ออกมาว่าตับเครื่องในและม้ามขาด ออกมา แต่หมออังกฤษว่าโรคในลำไส้พอง แตกเป็นโลหิตแล้วพังลงมากับผิวในลำไส้เป็นพังผืด แต่ไม่รับรักษา แต่ชีพจรดีอยู่ไม่พักไม่อ่อน เป็นแต่เดินเร็ว มินิตละ 113 โปรดสังเกตภาษาที่ใช้นะคะ ได้หาหลวงประเทศแพทยาหมอจีนในพระบวรราชวังมาดู หมอนั้นจะแมะเห็นชีพจรดีอยู่ว่าให้ยาเวลา 3 วันให้คลายได้ ครั้นมาดูอุจจาระเห็นโลหิตชิ้นและพังผืด หันเหไปทางเป็นป่วงโลหิตหาเคยรักษาไม่ ถ้าจะยอมให้รักษาก็จะวางยาลองดู เห็นคุณก็จะทำไป ถ้าไม่เห็นคุณ ก็จะขอตัวหนี ถ้าวางยาเข้าไปอาการทรุด ก็อย่าให้ถือโทษเพราะไม่เคยรักษามาแต่ก่อน อาการกรมหมื่นวิศนุนาถนิภาธร ครั้งนี้หนักมากจนความหวังของญาติพี่น้องที่เห็นว่าจะหายจะคลายนั้นน้อยนักแล้วอาการกรมหมื่นวิศ นุนาถนิภาธร ป่วยหนักลงกลางคืน ให้ขัด ปัสสาวะมากแล้วอุจจาระตกออกมาเป็นเทา แล้วตั้งหอบ แก้ฟื้นขึ้นบ้างแล้วก็กลับหอบหนัก จนทรุดโทรมสิ้นกำลัง ขาดใจที่เรียกกันว่าหนึ่งทุ่ม อายุได้ 34 ปี กับ6 เดือน คิดเป็น 14174วัน นี่คือลักษณะร.4 เห็นชัดเลยว่าชอบในเรื่องดาราศาสตร์มาก ในเวลาเช้าวันศุกร์ทรงให้ธูปเทียนจีนมอบให้พรยามณเฑียรบาลขึ้นนำกราบถวายบังคมลา ต้องลาใคร ลาตายในเมื่อพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ตรงนี้แหละค่ะ ตรงข้างวัดบวร เสียลูกองค์ที่ 2 ไป ท่านเขียนอยู่ในราชกิจจานุเบกษา ที่ว่าต้องกราบถวายบังคมลา นั้นก็คือ ต้องกราบังคมลาพระเจ้าอยู่หัว อีกพระองค์หนึ่งคือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯซึ่งตอนนั้นเป็นวังหน้าอยู่ นี่องค์เล็กองค์ที่ 2 หลังจากนั้นมาไม่นานนัก อาการกรมหมื่นมเหศวรศิวะวิลาสอันนี้ข้าพเจ้าเสียใจอยู่ กรมหมื่นมเหศวรศิวะวิลาส ไม่ให้รู้ว่าอาการเป็นอย่างไรบ้างเลย ตั้งแต่อาการยังเบา และอาการสืบสาวยาวยืดมากขึ้นอย่างไรไม่ได้รู้บ้างเลย พอจะสังเกตได้บ้างก็ไม่ให้รู้ แต่ฝ่ายข้าพเจ้าไว้ ใจกรมพระมเหศวร อยู่ตั้งแต่ทั้ง กรมหมื่นวิศนุนาถนิภาธร ยังอยู่ ก็ได้รับว่ากรมมเหศวรรับว่าองค์มเหศวรเองก็แคลงอยู่แต่กรมหมื่นวิศนุนาถนิภาธรให้รักษาตัว ทั้งนั้นไม่ชอบใจกรมหมื่นมเหศวรศิวะวิลาส ละเอียดอยู่ และกรมมเหศวรก็รับเห็นจะมิรีบร้อนระมัดระวังสืบสวนหยูกยา สืบสวนท่านโน้นท่านนี้ รักษาเกียรติกันรากโรค แรกจะเกิดมีนั้นเสียโดยเร็วก็รูปพรรณที่แลเห็นเป็นเหง้าโรค ก็ไม่ได้สังเกตได้ง่าย จนเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 13 ค่ำ ปีเถาะ นพศกนี้ เข้ามาในวังวันนั้นแล้วรีบกลับ ไปเสียโดยเร็ว ก็กลับมาบ้านที่นี่หน้าวัดบวร เรียกตัวมาไม่ได้ จึงได้ทราบว่าป่วย แต่ตัวข้าพเจ้าไม่ใช่หมอ และลัทธิของหมอในบ้านเมืองนี้กับข้าพเจ้า ไม่ถูกกัน นี่คือวิสัยการเขียนของรัชกาลที่ 4 ขอประทานพระบรมราชานุญาต ท่านเขียนอย่างท่านหมายความกระแนะกระแหน ฉันไม่ใช่หมอเขาไม่เชื่อ และลัทธิของหมอกับข้าพเจ้าไม่ถูกกัน แสดงชัดว่ารัชกาลที่ 4 ไม่รับการแพทย์แผนไทย และเริ่มเปลี่ยนเป็นวิชาการสมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ หน้าวัดบวรตรงนี้แหละค่ะ ที่เขาว่าอย่างหมอว่า หรือตามตำราและที่เขาว่าตามเคยนั้น ข้าพเจ้าไม่เชื่อเลยด้วยว่าหมอในบ้านนี้เมืองนี้ ทั้งหมอนวด หมอยา ตำราโรคของเขามีอยู่เพียง 3 อย่าง คือ สารพัดไข้เป็นของจรมาอย่างหนึ่ง คือโลหิตอย่างหนึ่ง คือลมและเสมหะอย่างหนึ่ง ท่านบอกมีอยู่แค่ 3 อย่างนี้ในเมืองไทย แล้วท่านก็บรรยาย ลม เพราะฉะนั้นหมอในวังทั้งสองวังนี้ชื่อหลวงวายุนั่น หลวงวายุนี่ คือรักษาแต่โรคลมตลอด พระองค์ท่านไม่เห็นด้วย ที่เรียกว่าลม คือการพิการโลหิตและเสมหะ โลหิตเป็นตัวชีวิตบำรุงขึ้นด้วยฤดูและอาหาร ลม อากาศที่สูดเข้าไปทางการหายใจ ไปฟอกโลหิตให้ ใสสะอาดแบบนี้เมืองไทยไม่เคยมีมาก่อนท่านเริ่มแล้วค่ะ เริ่มมีการฟอกโลหิตข้างในปอด แล้วขับให้แล่นเป็นชีพจรไปทั่วทั้งตัว นี่ของ ร.4 นะคะ โลหิตที่กลับมาแต่ชีพจร ตั้งโลหะในอุระแห่งหนึ่ง ในศีรษะแห่งหนึ่ง โลหิตเดิมตั้งในปอด ลม หายใจจะฟอกแล้วขับให้ แล่นไปทุกเส้นโลหิตถูกไหมคะ อันนี้หมอไทยไม่มีท่านบอกท่านไม่ใช่หมอแต่ท่านรู้ อย่างนี้ ส่วนที่แดง จะซึมซาบทั่วทุกแห่งเป็นลมสะอาด จึงกลายเป็นเสมหะเป็นมูก เป็นเขฬะและเป็น เหงื่อไคลไป โลหิตเดิม ตั้งในปอดลมหายใจจะขับให้แล่นไปทุกเส้นโลหิต อันนี้หมอไทยไม่มี และฟอกไปทุกเส้นโลหิต ส่วนที่แดงจะซึมซาบ มลทินของโลหิตที่สะอาด ลมหายใจที่ฟอกแล้ว ย่อมกลับออกมา เป็นลมหายใจออกและเป็นหาวลม เรอ หาวอาเจียนและลมผายลงล่าง ลมหายใจออกเป็นต้น ย่อมไม่สะอาดและไม่มีเครื่องฟอก เครื่องจุดไฟให้ติด คือฤทธิ์ดินประสิว น้ำกรดสุขุมเหมือนลมหายใจเข้า คนหายใจเข้านั้นสูดลมเข้าไปมากกว่าระบายออกมา ลมที่ค้างอยู่ จึงได้เบ่งที่ฟื้นฟูให้เป็นปกติ ยังลมอีกพวกหนึ่งเกิดขึ้นภายในแต่ไฟธาตุย่อยอาหาร โลหิตที่แปร ดังไอน้ำที่เกิดแก่น้ำที่เดือด ก็มีบ้าง ลม 2 อย่าง คือลมเหลือ ลมหายใจ แลลม ที่เกิดขึ้น ภายในดังว่านั้นเมื่อล้นเหลือเฟือฟาย ก็ระบายออกมาเป็นผายลม เหลือเฟือฟายและอ้วก หลังจากนั้นมา ท่านออกประกาศในเมื่อลูกองค์นี้ ไม่เชื่อว่าท่านออกประกาศจะไม่เยี่ยมจะไม่แนะนำกรมหมื่นศิวะวิลาศอีก ยาวมากนะคะตรงนี้ที่เขียนท่านเป็นคนที่ช่างเขียนมากที่สุด เคยคิดว่ารัชกาลที่ 5นั้นขยันเขียนมากที่สุดแต่ที่จริงแล้วไมใช่เป็นรัชกาลที่ 4 วชิรญาโณภิกขุ ท่านเป็นต้นของความคิดและวิชาการทั้งมวลแต่ที่จริง ที่เป็นต้นรากเหง้าและรากของการศึกษาในเมืองไทยจริง ๆ ท่านเขียนเอาไว้แล้วก็สรุปไว้ทรงไปแนะนำกับลูก บอกว่ามีพิษในสิ่งภายในแล้วคั่งค้าง ขอให้ใช้ยาปัดยาลุน เพราะ เรารู้จักแต่คำว่า ยาระบาย แต่ในสมัยก่อนในรัชกาลที่ 3 ที่ 4 ยังใช้ คำว่า ยาปัด และถ้ามันคั่งค้างอยู่นานจำป็นต้องใช้ยาลุน แล้วลักษณะของท่านที่พูดถึงยาลุน ตรงกันเป๊ะเลยนะคะที่ ปัจจุบันนี้คนไทยเรียกว่าดีท็อกซ์ แต่สมัยก่อนบรรพบุรุษของเราเรียกว่ายาลุน แล้วมีเรื่องของยาต่าง ๆที่อยู่นั้น คือ ไล่ออกมาเลยสิ่งที่ไม่ดีออกมาให้หมดท่าน เคยหนเดียวเท่านั้นท่านท่าน กรอกให้ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ เอง แล้วทันทีที่ปัดออกมา ค่อยยังชั่ว แต่หลังจากนั้นก็ไม่เชื่อท่านอีก ท่านเลยกริ้ว การเสียลูกองค์นี้ กรมหมื่มเหศวรศิวะวิลาสนี่ เป็นตัวอย่างหนึ่งให้เราเห็นสิ่งหนึ่งว่า ว่า รัชกาลที่4 ก็ดี รัชกาลที่ 5 ก็ดี จะทรงใช้บุคคลข้างพระวรกายมากที่สุดในการทำงานราชการ กรมหมื่นมเหศวรศิวะวิลาสนั้นมีหน้าที่โดยตรง คือจะต้องไปอยู่ที่พระที่นั่งศุทไธสวรรย์ ท่านรู้จักไหมคะ คือพระที่นั่งศุทไธสวรรย์อยู่ถัดจากประตูวัดพระแก้วด้านที่มีปืนใหญ่อยู่ทางฝั่ง ตรงข้ามกับกระทรวงกลาโหม เลยไปนิดหนึ่ง ด้านซ้ายที่เป็นอยู่ติดกันกับราชอุทยานสราญรมย์จะมีเป็นสนามอยู่ตรงนั้นเราเรียกว่าสนามไชย ฝั่งตรงข้ามสนามไชยจะมีที่นั่ง อยู่บนกำแพงยาวเลยสีเขียว นึกออกไหมคะนั้นคือพระที่นั่งศุทไธสวรรย์ รัชกาลที่ 4 นี่ท่านน่ารักเป็นที่สุดเลยค่ะเพราะว่าท่าน บอกเลยว่าคนไทยไม่รู้หนังสือเวลาถูกข้าราชการเขาทำร้ายก็ไม่สามารถจะเขียนฎีกาได้ คนไหนที่เขียนฏีกาไม่ได้ ก็ให้มาถวายฎีกาด้วยตนเอง หรือโดยการพูดก็ได้ แล้วให้ใครเขียนก็ได้ หรือฝากให้คนอื่นพูดให้ก็ได้ถ้าพูดไม่เป็นพระองค์ท่านจะเสด็จออกพระที่นั่งศุทไธสวรรย์ตรงนั้น ด้วยพระองค์เอง จะคอยรับฎีกาจากราษฎรของท่าน นึกออกไหมคะอยู่ตรงไหน ตอนไหนนึกออกหรือยัง ตอนที่มีพิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างพระบรม ฯ กับพระองค์โสม ฯ ท่านออกมายื