ดร.สรเชต วรคามวิชัย ที่ปรึกษาศูนย์เขมรศึกษา มรภ.บุรีรัมย์ อธิบายยุคปราสาทหินว่า

นักวิชาการชาวฝรั่งเศสได้แบ่งยุคสมัยศิลปะไทย ลาว เขมร แถบพนมดงรักไว้ดังนี้

ก. ยุคก่อนเมืองพระนคร พ.ศ. ๑,๑๐๐-๑,๓๕๐

๑. แบบพนมดา (เฉพาะประติมากรรม) ราว พ.ศ.๑,๑๐๐-๑,๑๕๐

๒. แบบถาลาบริวัตร (เฉพาะทับหลัง) ราว พ.ศ. ๑,๑๒๐

๓. แบบสมโสร์ไพรกุก ราว พ.ศ. ๑,๑๕๐-๑,๒๐๐

๔. แบบไพรกเมง ราว พ.ศ. ๑,๑๘๐-๑,๒๐๐

๕. แบบกำพงพระ ราว พ.ศ. ๑,๒๕๐-๑,๓๕๐

ข. ยุคเมืองพระนคร ราวพ.ศ. ๑,๓๗๐-๑,๗๘๐

๑. แบบกุเลน ราว พ.ศ. ๑,๓๗๐-๑,๔๒๐

๒. แบบพระโค ราว พ.ศ. ๑,๔๒๐-๑,๔๔๐

๓. แบบบาแค็ง ราว พ.ศ. ๑,๔๔๐-๑,๔๗๐

๔. แบบเกาะแกร์ ราว พ.ศ. ๑,๔๖๕-๑,๔๙๐

๕. แบบแปรรูป ราว พ.ศ. ๑,๔๕๐-๑,๕๑๐

๖. แบบบันทายศรี ราว พ.ศ. ๑,๕๑๐-๑,๕๕๐

๗. แบบเกลียง ราว พ.ศ. ๑,๕๑๐-๑,๕๖๐

๘. แบบบาปวน ราว พ.ศ. ๑,๕๖๐-๑,๖๓๐

๙. แบบนครวัด ราว พ.ศ. ๑,๖๕๐-๑,๗๒๐

๑๐. แบบบายน ราว พ.ศ. ๑,๗๒๔-๑,๗๘๐

ค. ยุคหลังเมืองพระนคร

๑. แบบศรีสันถาร ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๒

ยุคแตะละแบบต่าง ๆ ที่นักวิชาการได้กำหนดไว้เราสามารถนำมาใช้ได้เพื่อความเข้าใจตรงกันในเบื้องต้น ศิลปะในเขตภูมิภาคนี้ที่เป็นประเภทสถาปัตยกรรมมีให้เห็นอยู่ทั่วไป เป็นสิ่งถาวรและมั่นคง เพราะสร้างด้วยหิน โดยเฉพาะหินทรายที่มีอายุกว่า ๒๐๐ ล้านปี และยุงคงยู่ไปอีกเป็นล้านปี จึงนับเป็นงานที่มีคุณค่า โดยเฉพาะทับหลังอันเป็นส่วนหนึ่งของปราสาท เป็นส่วนที่บันทึกประแสสังคมทางด้านความเชื่อและความนิยมของสังคมในสมัยนั้น

การจำหลักลายที่สำคัญบนทัพหลังกระทำบนฐานแห่งความเชื่อ และความตั้งใจไม่ใช่สุ่มทำตามความพอใจของช่าง ในช่วงประมาณ พ.ศ. ๑๑๕๐-๑๗๘๐ เป็นเวลาประมาณ ๖๐๐ กว่าปี เป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองมั่นคงของชุมชนแถบพนมดงรัก มีการสร้างปราสาทหินมากกว่าพันปราสาท เฉพาะทับหลัง มีการจำหลักลายสำคัญโดยมีจุดเน้นที่แตกต่างกันดังนี้

๑. ยุคแรก เน้นการประดับ ตกแต่ง และบูชา การสลักจำลองช่อดอกไม้ พวงดอกไม้ ที่ชาวไทย ชาวจีนนิยมกันโดยตกแต่งประตูให้หรูในวันสำคัญ เช่น วันแต่งงาน หรืองานมงคลอื่น ๆ โดยเฉพาะพิธีแต่งงาน จะจำลองชีวิตของเทวดามาส่วนหนึ่ง ทั้งชาย ทั้งหญิง จะมีคำว่าเจ้านำหน้า คือเจ้าบ่าว เจ้าสาว คำว่าเจ้าหมายถึง เทพบนสรวงสวรรค์ ตระกูลไตเราใช้มาก่อนรับวัฒนธรรมอินเดีย ยังเป็นภาษาบริสุทธิ์ภายหลังเมื่อรับวัฒนธรรมอินเดีย จึงเอาคำว่าเทพเจ้าหรือเทวดาเข้าแทนเรือนหอจำลองวิมารของเทวดาจึงต้องตกแต่งเป็นพิเศษปราสาทเป็นวิมานถาวร จึงต้องและสลักไว้ในศิลาตัวปราสาท และทับหลังก็เป็นส่วนแรกที่จะต้องแต่งให้เห็นความงามเป็นพิเศษ

๒. ยุคที่สอง ตั้งแต่ยุคเก่าแก่ เป็นต้นมาจะนิยมนำรูปเทพสำคัญที่สุดมาไว้เพื่อให้ทราบว่าเมื่อเข้ามาปราสาทนี้ควรบูชาเทพองค์ใด และขอพรจากเทพองค์ใดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะทับประตูเข้าหลังด้านหน้าปราสาท เทพสำคัญที่อยู่ในหัวใจของชาวอีสานใต้คือพระอินทร์ เป็นเทพเจ้าสูงสุดในยุคฤคเวท ชาวมารยัน ในอินเดียรู้จักพระอินทร์และถือว่าเป็นจอมเทพ จึงแพร่เข้ามาก่อนพระนารายณ์ และพระศิวะ ภายหลังถูกลดขั้นลงเป็นเพียงเทพประจำทิศ

๓. ยุคที่สาม เพิ่มเทพที่น่ากลัวเข้าอีกคือหน้ากาล หรือหน้าราหู เป็นภาพหน้ามนุษย์ หรือหน้ายักษ์มีฟันเต็มปาก ๓๒ ซี่ ใช้มือเหนี่ยวลำพวงมาลัยที่พุ่งออกจากปากและพวงมาลัยนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของลายประดับทับหลัง

ลายหน้าราหูนี้มีนำนานว่าสมัยหนึ่ง พระศิวะประทับอยู่บนยอดเขาไกลาส ทรงบำเพ็ญสมาธิอยู่ มีอสูรมาท้าต่อสู้ พระองค์ทรงกริ้วจึงเกิดสัตว์ประหลาดพุ่งออกจากระหว่าพระนลาฎ ตัวดำ ขา แขนเรียวเล็ก กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ในที่สุดไม่มีอะไรให้กินก็กินแขนขาตัวเอง พระศิวะเจ้าจึงให้ไปเฝ้าปราสาทไม่หนีไปรบกวนผู้อื่นจึงมีชื่อว่า หน้าราหู ภายหลังเรียกหน้ากาลซึ่งแปลว่า เวลา ความหมายก็ยังเหมือนเดิมคือกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เพราะเวลาตัวเดียวนี้เราจึงแก่ ถ้าไม่อยากแก่ต้องอยู่เหนือกาลเวลา เมื่อศาสนิกชนเข้าสู่

ศาสนสถานจึงต้องจ้องมองภาพนี้และบริกรรมว่า กาโล ฆสติ ภูตานิสัพพาเนวสหัตตนา กาละ คือ เวลากลืนกินทุกอย่างพร้อมทั้งตัวของมันเอง เมื่อบริกรรมเสมอ ๆ เราก็จะรู้เท่าทันกาล และอยู่เหนือกาลในที่สุด

เราคงต้องหันมาสนใจศึกษาประเทศเพื่อนบ้านให้มากๆครับ