สมัยโน้นนนราชการเราแห่ไปดู โครงการ "แซมาเอินอัลดอง" ของเกาหลี

เราแห่ไปดู "คิบบุช" และ "โมชาร์บ" ของอิสราเอล

เราแห่ไปดู "ซาโวดายา" ของศรีลังกา

เราแห่ไปดู "PRRM" ของฟิลิปปินส์

เราแห่ไปดู "กรามินแบ้งค์" ของท่านยานุส

 

แต่ต่างชาติกลับแห่มาดูงานของในหลวง

ท่านที่เขียนเรื่อง "การพัฒนาสังคมโดยใช้แนวทางวัฒนธรรมของไทย" กลับเดินขึ้นดอยไปศึกษาระบบวัฒนธรรมความเชื่อของสังคมชาวเขาที่มีรูปแบบที่ชัดเจน แล้วเอาหลักกรอบความคิดมาอ่านสังคมไทย และได้ภาพออกมาชัดเจน

การไปศึกษาดูงานผมก็ว่าดีครับ แต่อย่าไปเที่ยวเสียมากกว่า ไปดูไปศึกดษาจริงๆแล้วเอามาคิดอ่านปรับให้เข้ากับสังคมไทยจริงๆสิ  อย่างนี้เข้าท่าครับ

แค่เราตระเวนไปในชนบททั่วประเทศ ไปซึมซับแนวคิด แนวปฏิบัติของชาวบ้านผู้ต่ำต่อย  แต่ต่อสู้กับชีวิตด้วยชีวิต และเอาตัวรอดมาได้นั้นน่ะ ไปศึกษาของดีที่มีอยู่ รวบรวมเอามาเผยแพร่ และเอาจริงเอาจังกับการเอาไปปรับใช้  แค่นี้ก็มหาศาล และยืนอยู่บนสภาพจริงของสังคมไทยด้วย  เข้ากับระบบนิเวศแบบต่างๆที่มีอยู่หลากหลายของประเทศเรา

ความสำเร็จที่ดงหลวง มิใช่ว่าจะเอาไปใช้ได้ทั่วประเทศ เพราะดงหลวงมีระบบนิเวศเฉพาะคือเป็นแบบภูเขา  พื้นที่ใดที่มีสภาพระบบนิเวศใกล้เคียงกันโอกาศที่จะเอาบทเรียนไปใช้ก็มีมาก 

แต่บทเรียนของพ่อแสนแห่งดงหลวง คือสอนให้เราคิดว่า หากเราเป็นมีความสังเกตธรรมชาติ เราก็สามารถเรียนรู้และปรับธรรมชาติมาใช้ในชีวิตจริงได้  ทุกหมู่บ้านมีสภาพธรรมชาติที่แตกต่างกัน  เราจึงต้องเข้าใจ  และทำในสิ่งที่สอดคล้องกับเขา  ก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่ไปเอาอะไรมาจากไหนๆมากมาย  หากเอามาก็ต้องมีช่วงเวลาทดลอง พิสูจน์กันก่อน

ดังนั้นระบบการเกษตร หรือสหกรณ์แบบ แซมาเอิลอันดองของเกาหลีนั้น  หรือ คิบบุช โมชาร์บของอิสราเอลนั้นจึงไม่สามารถเอามาใช้ในปีเทศไทยได้เพราะระบบนิเวศมีนต่างกัน  เอาหลักคิดมาได้ แล้วเอาหลักคิดมาใช้บนสภาพแบบไทยๆ  นี่หมายความว่าต้องมีนักคิดนักดัดแปลง นักทดลอง แบบเอาจริงๆ  ลงมือจริงๆ เหมือนพ่อแสนแห่งดงหลวง

 

แหมเอาซะยาวเลยครับ ท่านครูบาครับ