สวัสดีครับ

  • ในฐานะถูกพาดพิง ก็ขอบอกว่าเห็นจริงตามบันทึกนี้
  • โรคนี้นอกจากสังเกตได้จากการเลือกบริโภคข่าวสาร สารสนเทศแล้ว ยังมีอาการอื่นๆอีกครับ เช่น ...
  • เมื่อจะนั่งลงคุยกัน เพื่อแสวงหาทางออกในเรื่องใดๆ ที่คิดจะร่วมกันสร้าง ร่วมกันทำ เพื่อเป้าหมายเดียวกัน มักจะเห็นการพูดกันไม่รู้เรื่อง พูดกันนานๆ  แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุป  ที่เคยพบก็เหมือนต่างฝ่ายต่าง กลัวความรู้ อายที่จะยอมรับว่า ตัวเองยังไม่รู้ เป็นชาล้นถ้วยกัน ทั้งที่ล้นฝ่ายเดียว และล้นทั้งสองฝ่ายครับ
  • รู้อะไร ทำอะไรได้แล้ว ก็หลงปลื้มอยู่ว่า "นี่แหละ สุดยอด" เป็น "อมตะ นิรันดร์กาล" ปฏิเสธการเรียนรู้สิ่งใหม่ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ถ้าความรู้เป็นปลาที่ซื้อมาจากตลาด จะเน่าเฟะ เหม็นคลุ้งอย่างไรก็ไม่ได้กลิ่น ยึดมั่นเหนียวแน่น ว่าที่เคยทำสำเร็จในอดีต  พรุ่งนี้ก็จะต้องสำเร็จได้ด้วยวิธีเดิมๆ .. ในแวดวงวิชาการนี่แหละ ตัวดี
  • ฯลฯ
  • สำหรับยาแก้ คิดไม่ออกครับ แต่ถ้าเป็นวัคซีนล่ะก็คิดว่าพอมี นั่นคือจะต้องฉีดยา ชื่อ "สัมมาทิฐิ" ในเรื่องการศึกษา การเรียนรู้ การเลี้ยงดูบุตรหลาน เข้าไปสู่ ว่าที่ พ่อ-แม่ ให้หนักๆ ทุกรูปแบบที่ทำได้ ในหนัง ละคร สื่อมวลชนทุกแขนง ปลุกระดมให้เกิดความละอาย ที่จะจมอยู่กับเรื่องไร้สาระ จนเกินพอดี เอาให้ถึงขั้นที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพร่ำสอนว่าเกิด " อตัมยตา" ให้ได้ คือ ฉลาดมองจนเห็นความไร้สาระชัดแจ้ง และตะโกนบอกตัวเอง เงียบๆในใจ แต่เสมือนสนั่นหวั่นไหว ว่า " กรู ไม่เอากับ มรึง แล้ว (โว้ย) " .. พูดคำหยาบกับตัวเอง ดีครับ ไม่บาป จะได้สะดุ้ง และกล้าเปลี่ยนแปลง
  • วัคซีนเข็มนี้ ต้องไม่ลืมฉีดให้ คุณครู ทุกระดับ อาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจบมาระดับไหน ต้องบังคับฉีดทุกคน เพื่อความปลอดภัยของชาติครับ .. ไม่เว้นแม้แต่ พระสงฆ์ และนักบวชในทุกศาสนา .. ฉีดปัญญาให้ท่าน  ไม่ต้องกลัวบาปครับ