แนวทางการปฏิบัติเพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต

 

 

เดือนเมษายน-พฤษภาคม

                ช่วงหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตจำเป็นต้องเร่งบำรุงต้นให้สมบูรณ์ เริ่มจากการตัดแต่งกิ่งที่โรคแมลงทำลายเสียหาย  ได้แก่ กิ่งแห้ง กิ่งฉีกหัก กิ่งน้ำค้าง กิ่งร้าว เพื่อให้แดดส่องทั่วทรงพุ่ม  นอกจากนี้ควรกำจัดวัชพืชที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นมะปราง  และการใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการแตกยอดใหม่โดยใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 5-20 กิโลกรัม/ต้น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 0.5-1.5 กิโลกรัม/ต้น อัตราที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของทรงพุ่ม

 

เดือนมิถุนายน-สิงหาคม

                ระยะนี้เป็นช่วงที่มะปรางแตกใบอ่อนและเจริญเติบโตทางใบ  เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝนต้นจะมีใบอ่อนมาก จึงควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อให้ใบสามารถสังเคราะห์แสงได้เต็มที่  การป้องกันกำจัดโรคและแมลง  โดยเฉพาะโรคแอนแทรคโนส  ราดำและราแป้ง   ซึ่งจะทำลายใบและกิ่งหากมีการระบาดควรทำการฉีดพ่นด้วยคาร์เบนดาซิม เคปแทนหรือแมนโคเซป  และหากพบแมลงเข้าทำลายใบและลำต้น ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย  แมลงค่อมทอง  และเพลี้ยจักจั่น   ควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์บาริล, เคปเทน หรือสารเคมีชนิดดูดซึมอื่น ๆ ต้นมะปรางที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไปควรให้น้ำ 5 - 7 วัน/ครั้ง  หากฝนทิ้งช่วงการกำจัดควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของแมลงดังกล่าว ซึ่งมักจะปล่อยสารที่มีองค์ประกอบของน้ำตาลที่ก่อให้ เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อราตามมา

 

เดือนกันยายน ตุลาคม

                ระยะที่ใบเริ่มแก่จัดต้นมะปรางจะเข้าสู่ระยะพักตัวและสะสมอาหาร  ในช่วงนี้ควรงดการให้น้ำ   การให้ปุ๋ย  เพื่อเร่งตาดอกสูตร12 - 24 -12 สำหรับต้นมะปรางอายุ 4 - 5 ปี อัตรา 0.5 กิโลกรัม/ต้นและควรงดให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง  เพราะจะทำให้เกิดการพัฒนาตาดอกเป็นใบ

 

เดือนพฤศจิกายน

                ช่วงระยะเริ่มแทงช่อดอกและดอกเริ่มบานในช่วงปลายเดือน    ดังนั้นควรให้น้ำอย่างระมัดระวังเพียง

เล็กน้อย และเมื่อแทงช่อดอกยาวประมาณ 5 - 7 เซนติเมตร  การให้น้ำควรให้แค่หน้าดินเปียกและต่อเนื่องเพื่อให้ดอกมีความสมบูรณ์ซึ่งจะทำให้ติดผลดี  การป้องกันกำจัดโรคแมลงช่วงที่มะปรางเริ่มแทงช่อดอก ควรป้องกันกำจัดแมลงประเภทเพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย แมลงค่อมทอง เพลี้ยจักจั่น  ที่จะเข้าทำลายดอกอาจจะฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงชนิดดูดซึม 1 - 2 ครั้ง และฉีดพ่นป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสและราดำ โดยฉีดพ่นครั้งแรก เมื่อช่อดอกยาว 10 เซนติเมตร   ครั้งสองในระยะมีการยืดของช่อดอกแต่ยังไม่มีการบานของดอก

 

เดือนธันวาคม

                ระยะที่ดอกทยอยบานและติดผลขนาดเล็ก จำเป็นต้องปฏิบัติดูแลรักษาเป็นกรณีพิเศษ โดยการให้น้ำ ในช่วงที่ติดผลแล้วควรเพิ่มปริมาณน้ำมากขึ้นทีละน้อยอย่าให้แบบทันที  หากมีการให้น้ำมากเกินไปซึ่งอาจทำให้เกิดการร่วงของผลอ่อนได้  การใส่ปุ๋ยเมื่อติดผลอ่อนขนาดเท่าหัวไม้ขีดต้องใส่ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตทางดินที่มีธาตุโปแตสเซียมสูง  เช่น สูตร 13-13-21 อัตรา 1 - 2 กิโลกรัม/ต้น  อัตราที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของทรงพุ่ม การป้องกันกำจัดโรคและแมลงในระยะดอกบานไม่ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงเพราะจะทำให้มีผลกระทบต่อการผสมเกสรและผสมติด ในขณะที่ผลโตเท่าหัวไม้ขีด ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย  เช่น  คาร์บาริลและผสมสารเคมีป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากรา   เช่น   ไธอะเบนดาโซล  เพื่อป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนส  ราดำและราแป้ง

 

เดือนมกราคม

                ระยะที่ผลกำลังเจริญเติบโตในช่วงนี้ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ 3 - 5 วัน/ครั้ง ควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนและโปแตสเซียมสูง ได้แก่  24 4 24  อัตราการใช้ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของทรงพุ่ม การป้องกันกำจัดโรคและแมลง  โดยใช้คาร์บาริลเพื่อป้องกันกำจัดแมลงพวกเพลี้ยไฟและเพลี้ยหอย ผสมสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไธอะเบนดาโซลเพื่อป้องกันกำจัดโรคแอนแทรกโนส ราดำและราแป้ง  และฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงอีกครั้งเมื่อผลอายุประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันแมลงผลไม้

 

เดือนกุมภาพันธุ์ - มีนาคม

                ระยะผลเริ่มแก่จนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 75 วันหลังจากดอกบาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของพื้นที่ปลูก  การให้น้ำในช่วงนี้ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและลดปริมาณให้น้อยลงเมื่อผลเริ่มแก่ และต้องให้อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันผลแตก นอกจากนี้ควรมีการห่อผลเพื่อป้องกันแมลงวันทองเข้าทำลายในระยะผลสุก การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดขั้วผลให้มีก้านผลติดมาด้วยอย่างน้อย 2 - 3 เซนติเมตร เพื่อยึดอายุการเก็บรักษามะปรางหรือมะยงชิดได้นานขึ้น  การเก็บเกี่ยวควรทำอย่างระมัดระวังไม่ให้ผลช้ำหรือเกิดบาดแผลเนื่องจากเปลือกของผลบางง่ายต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง