ตนเองไม่มีลูก ไม่มีโอกาสเป็นพ่อแม่คน จึงขออนุญาตมองผ่านมุมของคนเป็นลูก ซึ่งเคยมีประสบการณ์มาด้วยตนเองมากกว่านะคะ
มีความคิดว่า.. ช่วงชีวิตวัยเรียนนั้น คนที่มีบทบาทในการสร้างกรอบให้กับเด็กมากที่สุด คือโรงเรียนค่ะ ได้แก่ครู ระบบการเรียนการสอน และเพื่อนๆในห้องเรียน
สมัยนี้ไม่แน่ใจ ว่าพ่อแม่วางแผนชีวิตให้ลูกกันทุกคนรึเปล่า แต่คิดว่าคงเป็นบางคนล่ะ ที่วางเส้นทางเดินไว้แบบตายตัวเลยเช่น ลูกต้องเรียนที่ไหน จบแล้วจะให้สอบเข้าที่ไหน จะให้เรียนอะไรต่อ และทำงานเป็นอะไร แต่ส่วนใหญ่อาจจะวางแผนไว้บ้าง แต่แบบหลวมๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ ตามความสถานการณ์
เท่าที่คุยกับน้องๆหลายคนในอินเตอร์เนต ส่วนใหญ่พ่อแม่ก็ให้อิสระ ที่ลูกจะเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองชอบ (แต่ก็มีบางส่วนที่ พอเลือกแล้วขอให้เอาไปให้พ่อแม่พิจารณาเพื่ออนุมัติก่อน) คนที่ถูกจ้ำจี้จ้ำไช มักจะเป็นคนที่เรียนมีปัญหาเสียมากกว่า เช่น การเรียนตกต่ำ ขี้เกียจ ไม่ค่อยทำการบ้าน เกเร หนีเที่ยว ติดเกม ฯลฯ
จำได้สมัยเด็กๆ พ่อกับแม่ (ท่านอยู่ในวงการครูทั้งคู่) ท่านไม่ได้บังคับเลย ว่าลูกๆต้องเรียนอะไร เรียนอย่างไร เพียงแต่สิ่งที่ท่านปลูกสร้างไว้กับพวกเรา คือ ความเป็นระเบียบวินัย และการรับผิดชอบในตนเอง ทั้งงานในบ้าน ได้แก่การแบ่งงานกันทำภายในบ้าน ตลอดไปจนถึงเรื่องของการเงิน ที่แม่จะให้เงินค่าขนมเป็นเดือน ตั้งแต่อยู่ประถมปลาย เพื่อให้รู้จักรับผิดชอบในการใช้เงินและการเก็บออม การวางวินัยและความรับผิดชอบให้กับชีวิตมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้พวกเรารับผิดชอบตัวเองในเรื่องเรียนไปโดยอัตโนมัติ
ลูกจะตัดสินใจเองว่าวิชาไหน ลูกจะเรียนพิเศษหรือไม่เรียน จะอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างไร พ่อแม่แค่ถาม แต่ไม่เคยต้องเตือน แต่สิ่งที่โดนเตือน กลับเป็นเรื่องที่อ่านหนังสือมากไป พักผ่อนน้อย นอนดึก..ถูกเตือนให้เข้านอนได้แล้วตรงนั้นมากกว่า
เมื่อใดที่ลูกประสบความสำเร็จ ผลการเรียนออกมาได้ดี พ่อแม่แสดงความภาคถูมิใจ แม้ว่าลูกจะต้องการ แต่บางครั้งมันก็เหมือนดาบสองคม เพราะมันก็จะกลับกลายเป็นสิ่งกดดันใส่ลูก เพราะเมื่อลูกทำให้พ่อแม่ภูมิใจ ลูกก็ต้องพยายามให้ดียิ่งขึ้นในคราวต่อไป เพื่อทำให้ดียิ่งขึ้น หรืออย่างน้อยไม่ drop ลงจากเดิม เพราะเกรงว่าจะทำให้พ่อแม่ผิดหวัง (ทั้งที่เมื่อลูกเรียน drop ลง พ่อแม่ก็ไม่เคยตำหนิ แต่ลูกต่างหากที่ตำหนิตัวเอง)
ดังนั้นลูกคนที่เรียนได้ผลการเรียนดี เด็กจะเกิดความกดดันเอง ตรงกันข้ามกับลูกคนที่เรียนสบายๆมาตั้งแต่ต้น
แต่โรงเรียน ระบบการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อน มีผลต่อความกดดันสำหรับเด็กลูกมากๆ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงมักกดดันให้เด็กต้องมีผลการเรียนดี คนไหนที่ไม่ตั้งใจเรียน ครูก็จะฟ้องมาทางบ้านให้พ่อกับแม่ดูแลลูกเรื่องเรียนที่บ้าน ซึ่งก็เหมือนกับการกดดันมาทางพ่อแม่อีกต่อหนึ่ง
ระบบการเรียนการสอนที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการหรือความพร้อมของเด็กก็เหมือนกัน ก็ทำให้เด็กเกิความเครียด ยิ่งการอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง เพื่อนคนนั้นฝันอยากจะเรียนนั่น คนนั้นอย่างจะเรียนนี่ มีการฝังความคิดและค่านิยมในอาชีพต่างๆเอาไว้ ว่าเรียนอย่างนั้นหรู อย่างนี้ดัง อย่างโน้นรวย
เห็นเพื่อนเรียนพิเศษ..เด็กก็กลัวเรียนไม่ทันเพื่อน จึงมาขอพ่อแม่เรียนด้วย เพราะว่าถ้าไม่เรียน พอมาเรียนในห้อง ครูจะสอนนำหน้าไป เพราะคิดว่าเด็กรู้กันแล้ว ทำให้คนไม่ได้เรียนพิเศษเรียนไม่ทัน.. เรื่องแบบนี้เจอเยอะมากเลย สมัยนี้ไม่ทราบยังมีอีกไหม แต่ว่า.. สมัยที่ตนเองยังเป็นนักเรียนอยู่.. มีเยอะมากค่ะ
ด้วยเหตุนี้.. จึงมีความคิดว่า กรอบนั้นถูกขีดไว้ให้เด็ก หนาแน่นมากที่สุด มักจะมาจากโรงเรียน จากเพื่อนๆทั้งหลายมากกว่า.. แต่ถ้าเด็กคนไหน..พอกลับมาบ้าน ยังถูกพ่อแม่ที่บ้านขีดกรอบให้อีก.. ก็ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารมากจริงๆค่ะ
^__^