ประเด็นที่คุณหมอบอกว่า
"...แต่กลับพบว่าประวัติศาสตร์มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ว่าด้วยความคิด และความรู้ ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ว่าด้วยความขัดแย้ง"
ผมกลับมองว่าประวัติศาสตร์หมวดไหน ๆ ก็ล้วนไม่แตกต่าง (คิดอีกที ต่อให้แตกต่างจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่มั้ง)
ประวัติศาสตร์สอนว่า เมื่อสุกงอม ผลต้องร่วงหล่น เมื่อเงื่อนไขสุกงอม สิ่งที่มันควรจะเกิดก็ต้องเกิด
เมื่อท้องฟ้าสะสมพลังงานในเมฆมากพอ เราทำนายได้ล่วงหน้าว่าฟ้าต้องผ่า แม้เราจะไม่สามารถระบุเวลาและสถานที่ได้ก็ตาม
ปี 2540 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจลอยแพค่าเงินบาท ภาพที่เกิดขึ้น มีนักเศรษฐศาสตร์'หัวแข็ง'บางท่าน (คนไทยนี่แหละครับ) วาดให้เราเห็นไว้ก่อนตั้งแต่ปี 2537 !
นิวตัน กับลิบนิทซ์ 'ประดิษฐ์' calculus ในเวลาอันไล่เลี่ยกัน ทั้งที่อยู่กันคนละที่ เพราะระนาบความรู้ทางคณิตศาสตร์ตอนนั้นสุกงอมพอที่จะให้ calculus เกิดได้
การค้นพบทางวิทยาศาสตร์มีหลายกรณีที่ค้นพบไล่เลี่ยกันทำนองนี้ นั่นก็คงเป็นเพราะระนาบความรู้มาถึงระดับที่สูงพอจะเป็นฐานให้ปีนต่อได้สะดวก
T.E. Lawrence เขียนหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ 'Seven Pillars of Wisdom' (ที่ตอนหลังนำไปทำหนัง Lawrence of Arabia) เล่าว่าจุดกำเนิดของประเทศอาหรับ เกิดจากนโยบายดุลอำนาจของอังกฤษที่ผลักดันให้คนอาหรับปลดแอกจากมหาอำนาจตุรกี มองในแง่นี้ นโยบายของอังกฤษ ก็เป็นเพียงตัวเร่งให้เกิดการสุกงอมเร็วขึ้นของดุลอำนาจเท่านั้น ต่อให้อังกฤษไม่มีนโยบายนี้ ไม่แน่ว่าลำดับเหตุการณ์ก็ไม่เปลี่ยนเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ ไม่ต่างจากปรากฎการณ์ทางคณิตศาสตร์ที่บรรยายระบบซับซ้อนที่เรียกว่า basin of attractors นั่นคือ แม้รายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นไปได้จะมีมากมาย แต่แนวโน้มใหญ่ ก็ไปในทิศที่'มุ่งมั่น'และเสมือนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า หากมีเงื่อนไขเริ่มต้นเหมือนกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อมีเหตุปัจจัยที่สุกงอม สิ่งที่จะเกิด ก็จะเกิดขึ้นเอง