ผมว่ามันน่าจะต้องประกอบกันนะครับ
มีเงินโดยไม่มีคน หรือ มีคนแต่ขาดความรู้ หรือ มีความรู้แต่ไร้ปัญญา มันก็ไปไม่ได้ทั้งนั้นแหละครับ
ทีนี้ประเด็นที่หารือ ก็คือ
ตอนนี้ "คอขวด" อยู่ที่เรื่องใด
เราอาจจำเป็นตัองเริ่มจุดนั้นก่อน
แค่เอาเงินใส่ในระบบ ล้มเหลว และรั่วไหล อย่างรุนแรง
เช่นตอนนี้ มีงบวิจัยมากมาย แต่หาโครงการดีๆที่จะเข้าไปขอไม่ค่อยได้
หน่วยงานให้ทุนถึงกับต้องลงมาล้วงลูก อย่างเช่นการประชุมครั้งนี้ เขาพร้อมจะให้เงินโครงการที่เป็นประโยชน์ แต่ก็ยังไม่มีเลย
แค่ให้มาช่วยกันกำหนดประเด็น ก็ไม่ค่อยจะเป็นชิ้นเป็นอัน ยังไม่ต้องคิดถึงตัวโครงการก็ได้
เมื่อวานผมได้รับข่าว ไม่แน่ใจว่าดีหรือร้ายเกี่ยวกับการขอทุนต่างประเทศ ที่มีนักวิชาการท่านหนึ่งนำแนวคิดในการทำงานของผมไปร่างโครงการวิจัยขอทุนวิจัยต่างประเทศ (โดยไม่มีผมร่วม) แต่ก็ได้รับงบมาประมาณ ๙ ล้านบาท
พอได้รับอนุมัติทุน เขาก็ส่งจดหมายมาแจ้งให้ผมทราบ (ที่ผมก็เพิ่งรู้ว่าเขาทำเช่นนี้)
ไม่แน่ใจว่า รู้สึกผิด หรือ ต้องการประชด ผมกันแน่
ผมเข้าไปดูคำที่เขียนโครงการแล้วเขาใช้ภาษาดีมาก
แต่ แทบจะไร้สาระในเนื้องาน
เพราะ เขาไม่เคยรู้ว่างานควรจะทำอย่างไร
แต่ก็ได้เป็นโครงการชนะลำดับที่ ๑ จากที่อนุมัติ ๔ โครงการ (จากผู้เข้าแข่งทั้งหมดเกือบ ๑๕๐ โครงการ)
ผมอ่านดูแล้ว ถ้าให้ผมพิจารณา ไม่ผ่านแน่นอน เพราะ "มั่วนิ่ม" ทุกเรื่อง
แต่กรรมการพิจารณาคงเพลินกับสำนวน โดยไม่รู้เนื้อหา ว่าไร้สาระทั้งเพ
นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ว่า มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้
เพราะ "ไร้ความรู้ และปัญญา" มีแต่ราคาคุย
ผมเลยกล้าท้า (อยู่ในใจ) ว่า ถ้าโครงการนี้สำเร็จจริงตามที่เขียน ผมกล้าพนันแลกกันด้วยชีวิตหรืออะไรก็ได้ ไปเลย
แต่ถ้าไม่สำเร็จผมขอตัดแขนข้างเดียวก็พอ
เพราะ เอาความคิดของผมไปทั้งดุ้น แต่ไม่มีทุนทางสังคมที่ผมมี
ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน
ตัวอย่างแบบนี้มีเยอะครับ
ผมเจอทุกปี
เงินจึงไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด หรือ เรื่องเดียวครับ
ขอบคุณ และอยากฟังอีกครับ