ท่านครูบาครับ
ทำงานกับชาวบ้านมากเท่าใด .......ในขณะเดียวกันชาวบ้านก็สอนเราเหมือนกัน ....
แม่นอีหลีครับ...
ถ้าเป็นการอบรมมาอยู่กินนอนหลายวันยิ่งมีเวลาลองของ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นในการอบรมตามโรงแรม วิทยากรจะมาโม้ๆๆๆแล้วก็เผ่นหายหน้าไป ผู้ฟังไม่มีโอกาสได้ลองวิชาก็เลยรอดตัว บางทีผู้ดำเนินรายการบอก ขอสัก2คำถาม ในบรรยากาศอย่างนี้ใครก็ไม่มีอารมณ์จะถามแล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ความสำคัญอะไร ถามเล่นๆให้มันครบสูตรไปอย่างนั้นเอง
เวลาเราลงไปคลุกกับชาวบ้านเราเห็นตัวตนชาวบ้าน เขาพูดออกมาจากเงื่อนไขของเขา สิ่งแวดล้อมของเขา โลกทัศน์ ชีวทัศน์ของเขา ซึ่งเราต้องไปซึมซับเขาเข้าใจเขา แล้วใช้ความรู้ความสามารถ แลกเปลี่ยนกันกับเขาภายใต้สิ่งที่น่าจะเป็นไปตามเงื่อนไขของเขา อันนี้แหละครับที่นักอะไรต่อมิอะไร มักจะตายน้ำตื้นกัน ... แต่ไม่ยอมตายง่ายๆ เอาศักดิ์ศรี เอาความเหนือกว่าดิ้นไปข้างๆคูๆ จนชาวบ้านเขาแอบไปนินทาลับหลัง
ผมไม่ปฏิเสธความก้าวหน้า วิชาการ ความรู้ใหม่ๆ แต่เอาลงไปแนบสนิทชิดเชื้อกับเขาหน่อย ภายใต้เงื่อนไขแบบเขาหน่อย มันก็อาจจะไปด้วยกันได้
วิเศษจังเลยที่ท่านครูบาสกัดอันนี้ออกมาครับ
นักจัดอบรมควรจะเอาต้นทุนที่มีอยู่ ออกมาใช้จัดกระบวนการฝึกอบรม ต้นไม้ใบหญ้า บรรยากาศมีส่วนสำคัญ แม้แต่เราจัดอบรมในห้องประชุมที่สวนป่า ชาวบ้านจะรู้สึกเป็นพิธีการ ถ้าไม่ใช้สื่อเราจะชวนไปคุยใต้ร่มไม้ นั่งสบายๆ บรรยากาศร่มรื่นที่คุ้นชิน แค่เปลี่ยนที่คุยเท่านั้นแหละ ทุกคนจะออกความเห็นลื่นไหลเหมือนต่อยหอย
ยกนิ้วโป้งให้เลยครับท่านครูบา บรรยากาศช่วยมากจริงๆ จริงๆ ในห้องเหมือนเป็นกำแพงขวางกั้น แบบเป็นกำแพงแก้วใสที่มองไม่เห็น มันไปกดความเป็นกันเอง ความเป็นธรรมชาติ แม้ว่านักวิทยากรกระบวนการจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ละลายพฤติกรรมก็เถอะ" มันช่วยได้ระดับหนึ่งเท่านั้น หากอยู่ท้องทุ่งท้องนาใต้ร่วมไม้ นั่งบ้าง เหยียดขาบ้าง นั่งชันเข้าบ้าง สบายๆ อย่าไปจัดแถว ใครอยากนั่งตรงไหนนั่งตรงนั้น ดีซะอีก การเป็นอิสระเช่นนั้น นักมานุษยวิทยาเข้าเรียนรู้ว่า พฤติกรรมการนั่งเข้าร่วมแบบนี้มันบอกความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มนั้นๆด้วย การไปจัดแถวหน้ากระดานนั้นไม่ได้บอกพฤติกรรมของคนเลย เพราะเราจัดให้เขา แต่หากเขาจัดของเขาเอง นั่นแหละมีอะไรมากมายจากการนั่งแบบธรรมชาติ ครับ
เดี๋ยวมาอีกครับ