P

อัยการชาวเกาะ

 

อาตมาไปอยู่ ช่วงปี ๒๕๒๙-๓๐ ก็ไปๆ  มาๆ อยู่นานบ้างไม่นานบ้าง ตามโอกาส... ภายหลังก็ออกจากวัดสะปำ ไปอยู่วัดวิชิตสังฆาราม (วัดควน) เพื่อไปเรียนบาลี แต่อยู่ได้เพียง ๒-๓ เดือน พอเริ่มเรียนบาลีเล็กน้อย เกิดวิวาทะกับอาจารย์สอนบาลี จึงย้ายกลับสงขลา... และไม่มีโอกาสเพื่อไปเยี่ยมอาจารย์ช่วงเลยจนปัจจุบัน...

วัดสะปำตอนนั้น ยังคงเป็นสำนักสงฆ์ และกำลังจะจัดตั้งเป็นวัด... ส่วนโบสถ์นั้นยังอยู่ในโครงการที่จะสร้างในอนาคตเท่านั้น...

สำนักวัดสะปำสมัยนั้น เคาะระฆังปลุกตีสี่ พอตีสี่ครึ่งก็เริ่มทำวัตรสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิจนกระทั้งหกโมงเช้าก็ออกบิณฑบาตในหมู่บ้าน... ห้าโมงเย็นก็เคาะระฆัง พอหกโยงเย็นก็เริ่มทำวัตรสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิจนกระทั้งสองทุ่มจึงแยกย้ายกลับกุฏิ...บางคราวอาตมาก็อาสาลุกขึ้นเคาะระฆังเอง...

อาจารย์ช่วง ท่านเจ้าอาวาสเป็นนักปฏิบัติที่ควรแก่การเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่อาตมาบุญน้อย ชอบเรียนหนังสือ จึงต้องเร่ร่อนไปอื่น ไม่ได้อยู่กับอาจารย์นานนัก... ถ้ามีโอกาสจะเข้าไปเยี่ยมท่านหรือเยี่ยมวัดอีกสักครั้ง (ยังไม่มีโอกาสไปภูเก็ตเลย ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว)

..........

ถ้าคุณโยมอัยการ มีโอกาสคุยกับอาจารย์ช่วง ท่านคงจะลืมอาตมาไปแล้ว แต่คิดว่าวีรกรรมของอาตมา ท่านคงจะไม่ลืม จึงเล่าไว้เล่นๆ เพราะเป็นเสี้ยวหนึ่งแห่งชีวิตการอยู่วัด...

ที่วัดสะปำ คืนหนึ่งหลังจากทำวัตรสวดมนต์แล้ว อาตมาก็ไปเยี่ยมพี่หลวงรูปหนึ่งที่กุฏิ (รู้สึกว่าชื่อเอียด หรือเล็ก นี้แหละ ไม่ค่อยแน่ใจ) เพราะคืนนั้น ท่านอาพาธ (ปวดท้อง) ไม่ได้ลงทำวัตรสวดมนต์... ปรากฎว่าท่านยังปวดอยู่ ถามว่าจะไปหาหมอหรือไม่ ? ท่านว่าไม่ต้อง... อาตมาก็กลับมาเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิต่อ...

ประมาณ ๔ ทุ่ม อาตมาก็ผ่านไปเยี่ยมอีกครั้ง ตอนนี้ท่านปวดหนัก... โยมแม่ชีอายุมากแล้ว และหลวงตาอีกรูปหนึ่งก็มาเยี่ยมอยู่... ส่วนท่านอาจารย์ยังนั่งสมาธิอยู่ในศาลาหน้าพระประธาน จึงไม่มีใครกล้าไปรบกวน... 

ตกลงกันว่า ต้องส่งพี่หลวงไปโรงพยาบาล แต่ไม่มีรถ อาตมาจึงรับอาสาจากแม่ชีเพื่อมาหารถข้างล่าง ก็มากับตาจุ้ย (รู้สึกว่าจะชื่อนี้แหละ) คนแก่ขาดๆ เกินๆ ที่อยู่ในวัดสะปำ... แล้วก็เดินลงมาจากวัด มาบ้านโยมที่ใกล้ที่สุด (คงจะ ๓๐๐- ๕๐๐ เมตร จากวัด)...

บ้านกลุ่มแรก (เป็นห้องแถวข้างถนนหลวง ประมาณ ๓-๕ ห้อง ก่อนถึงหมู่บ้าน) รถไม่มีเพราะเค้าไปธุระ ได้รับการแนะนำว่าไปบ้านโน้น ก็เดินต่อไปยังบ้านกลุ่มที่สอง (ห้องแถวเช่นกัน) ซึ่งห่างไปประมาณ ๑๐๐-๓๐๐ เมตร นี้แหละ...

บ้านกลุ่มที่สอง อ้างว่ารถเสีย ไปไม่ได้ แล้วก็แนะนำว่าให้ไปคุยที่ห้องอาหารฝั่งตรงข้าม ซึ่งห่างออกไปอีกประมาณ ๑๐๐-๓๐๐ เมตร... จึงเดินต่อไป... 

คุณโยมลองคิดดู... ขณะนั้นเวลาคงใกล้ห้าทุ่มแล้ว มีพระภิกษุรูปหนึ่งกับโยมแก่ๆ เดินเข้าไปยังห้องอาหาร ต้องเป็นที่แปลกใจแน่นอน (5 5 5)... บังเอิญห้องอาหารกำลังจะปิด ไม่แน่ใจว่าเจ้าของร้านหรือแขกในร้านก็อาสามา... อาตมากับตาจุ้ยจึงนั่งรถกลับมาวัด ด้วยความปลื้มใจที่ได้รถมา (5 5 5)      

มาถึงวัด อาจารย์คอยอยู่แล้ว ก็ช่วยกันประคองหลวงพี่ขึ้นรถ นำส่งโรงพยาบาลวชิระ ภูเก็ต ได้ยาฉีด ยาฉัน และน้ำเกลือ เมื่ออาการดีขึ้น และหมอว่าปลอดภัยแล้ว คนไข้และพวกเราทั้งคณะก็พากันกลับวัด (ประมาณ ๒-๓ นาฬิกา)

......

ถ้าคุณโยมอัยการ มีโอกาสเล่า ก็เรียนอาจารย์ช่วงด้วย ว่าพระรูปนั้นที่ไปตามรถมานั้น ยังไม่สึก ยังนึกถึงอาจารย์อยู่... ท่านฟังแล้วคงจะปลื้มใจ...

เจริญพร