กราบสวัสดีครับทุกท่าน

     ขอกราบอนุุญาตนำมาฝากอีกรอบครับ ไหนๆ ก็ครบรอบวันเกิดท่าน อังคาร ฯ 82 ปี ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ อยู่แล้วครับผม

13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
เป็นวันครบรอบวันเกิด 82 ปี
ของ "อังคาร กัลยาณพงษ์" ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ปี 2532


*





ในวัย 81 ปี อังคาร กัลยาณพงศ์
ยังสุขภาพแข็งแรงและความจำดีพอ
ที่จะร่ายกาพย์กลอนเสภาขุนช้างขุนแผน
ให้หนุ่มสาวที่ล้อมวงนิ่งฟัง
ด้วยความทึ่งจนลืมจิบกาแฟ

   
***

<table border="0"> <tbody> <tr> <td valign="top"> *** </td> <td valign="top">




แม้อาจต้องอาศัยไม้เท้าและสองมือ
ของ ‘อ้อมแก้ว’ ลูกสาวคนกลาง
ช่วยประคองยามก้าวเดินบ้าง
แต่กวีผู้มีดวงตาเห็นความงามของสายรุ้ง
วักทะเลและเอื้อมเก็บดวงดาวมากินต่างข้าวผู้นี้
ยังคงแววตาทรหด ไม่ระย่อต่อโรคภัยที่รุมเร้า
มาตามวันเวลาของชีวิต
</td> </tr> </tbody> </table>*** 
  *** 
      สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ยกย่องให้ อังคาร กัลยาณพงศ์
เป็นหนึ่งในสิบบุคคลที่มีอิทธิพลต่อคนไทยในรอบพันปี
(ชื่อของเขาอยู่ถัดจากปรีดี พนมยงค์ และอยู่ก่อนมหาตมะคานธี)
ซึ่งเขาเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงมีชีวิตอยู่ พร้อมกล่าวยกย่องไว้ว่า
เขาเป็น
‘กวีวิเศษสุดในสมัยของเราด้วยแล้ว
เขาอาบและกลืนกินกวีวัจนะ
แต่สมัยกรุงสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์
มาโลมไล้และย่อยเป็นหยาดเหงื่อเลือดเนื้อ
ทั้งเขายังรับรู้ทางด้านจิตรกรรมได้อย่างยากที่คนอื่นจะเข้าถึง’
   
     
       เสียงเล่าลือถึงภาพเขียนของอังคารที่ซื้อขายกันในระดับหลักล้าน
หากอีกด้านหนึ่งของชีวิตกวีและศิลปินในเมืองไทย
ใครจะรู้บ้างว่า-ในวันที่ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล ครั้งนั้น…
ครอบครัวเขามีเงินติดตัวเพียงห้าร้อยบาท
อย่าว่าแต่จะเอ่ยถึงเงินแสนที่หมอบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเลย
       
       หากวันเวลาเหล่านั้นก็ผ่านพ้นมาได้
ด้วยความช่วยเหลือจากมิตรสหาย
และที่สำคัญคือ ความรักจากคนรอบตัว
ทั้งคู่ชีวิตนาม ‘อุ่นเรือน’ ผู้เป็นภรรยา
รวมทั้งลูกชายลูกสาวทั้งสาม ภูหลวง, อ้อมแก้ว และ วิศาขา
       
       11 กุมภาพันธ์ ก่อนครบรอบวันเกิดของอังคาร กัลยาณพงศ์เพียงไม่กี่วัน
กลุ่มลูกขุนน้ำและกลุ่มคีรีวงเพื่อความยั่งยืน
แห่งบ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมใจกันจัดงาน
แสดงมุทิตาจิตเพื่อเป็นเกียรติแก่กวีซีไรต์และศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์
ผู้ซึ่งเป็นคนดีศรีธรรมราช อันเป็นการเดินทางกลับสู่บ้านเกิดครั้งแรก
ในรอบหลายปีของกวีรัตนโกสินทร์ผู้นี้

 
       เขาหลงใหลในกาพย์กลอนตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นประถม
เขาชอบอ่านวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์, อิเหนา, ขุนช้างขุนแผน มาตั้งแต่เด็ก
นอกจากชอบอ่านหนังสือแล้ว อังคารยังชอบวาดรูป
และเล่นสร้างโบสถ์ เจดีย์ ทำกำแพงที่ใต้ถุนบ้าน

ซึ่งต่อมาภายหลังเขาก็ได้เข้ามาเรียนศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง
และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ในคณะประติมากรรม
รุ่นเดียวกับอาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ, อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ (น. ณ ปากน้ำ)
ซึ่งต่อมาท่านเหล่านี้ได้กลายเป็นเสาหลักแห่งแวดวงศิลปวัฒนธรรมไทย
       
ท่านอังคารยังได้ออกไปช่วยอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์
คัดลอกภาพจิตรกรรมโบราณตามเมืองสำคัญต่างๆ เช่น
อยุธยา, สุโขทัย, ศรีสัชนาลัย, เพชรบุรี เป็นต้น
ต่อมาได้พบกับ ส.ศิวรักษ์ ผู้ก่อตั้งหนังสือ ‘สังคมศาสตร์ปริทัศน์’
ซึ่งได้รวบรวมและตีพิมพ์เผยแพร่บทกวีของอังคารเป็นเล่มครั้งแรก
ต่อสาธารณชนตั้งแต่ พ.ศ.2507 เป็นต้นมา
ซึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากนักเลงกลอนและผู้อ่าน
อันเนื่องมาจากบทกวีแนวแหวกฉันทลักษณ์ของเขา

        อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ ภรรยาคู่ชีวิตของกวี
เล่าว่าเมื่อกลับจากการแต่งงานที่โคราชทั้งคู่เหลือเงินติดตัวอยู่แค่ 200 บาท
โดย ส.ศิวรักษ์ได้ซื้อที่ดินย่านฝั่งธนฯ 100 ตร.ว. มอบให้เป็นของขวัญแต่งงานแก่ทั้งคู่
       
       “ตอนนั้นรูปท่านอังคารยังขายไม่ได้เหมือนในปัจจุบันนี้
รูปเพิ่งขึ้นราคามาแพงพอที่พวกเราจะอยู่ได้เมื่อ 10 กว่าปีมานี้เอง
แต่ดิฉันอยู่กับท่านอังคารมา 30 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาฯ ปี 17
แต่ก่อนรูปละ 150 บาท ท่านอังคารก็ได้ค่าเรื่องจากบทกวีบ้าง
ได้ค่ารูปจากเพื่อนอาจารย์บ้าง
ด้วยความจำเป็นของชีวิตพอมาอยู่กับท่านอังคาร
ก็ทำให้ดิฉันสำเร็จลัทธิเซ็น จากปากซอยไปหลังซอย
 เอาข้าวสารเอากับข้าวมาก่อน สิ้นเดือนค่อยหาเงินจ่ายให้เขา”

คุณอุ่นเรือนเล่าพลางหัวเราะร่วนเมื่อคิดถึงความหลัง


       เขียนบทกวีรักที่จับใจคนอ่านมาก็มาก
เมื่อเอ่ยถามถึงทัศนะความรักของอังคาร กัลยาณพงศ์ เขาตอบว่า
“หัวใจมนุษย์มันเต็มไปด้วยความบกพร่อง
ความรักมันเป็นอะไรก็ไม่รู้แต่มันมาเติมให้หัวใจนี้เต็มเปี่ยม
แก้วชีวิตของมนุษย์ที่มันไม่เต็ม ความรักมันมาเติม
ให้เปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีก็ได้ ไปด้วยความเมตตากรุณาก็ได้
ทำให้แก้วมณีเรามีรุ้ง
ในวัยหนุ่มสาวจริงๆ เราไม่รู้จักหรอก เรารู้จักแต่เซ็กซ์
แต่พอเราเป็นพ่อแม่คนแล้ว ความรักจะกลายเป็นความเมตตากรุณา
ก็เหมือนเราเป็นต้นโพธิ์แล้วออกลูกนกก็มากิน
ต้นโพธิ์ก็มีใจคิดแล้วว่านกเป็นเหมือนลูก ไม่คิดจะแต่งงานกับนกหรอก”

       
       “เราจะพูดกับหัวใจว่าเรารักไม่รัก หัวใจก็ยังเต้นในอกของเรา
มันก็เต้นให้ชีวิตเราดำรงอยู่ได้ บางทีความรักมันก็แก่ชราลงไป
บางทีคนรักเกรี้ยวกราดมากก็เหมือนมีเมฆมาบดบังแสงจันทร์
แต่เมื่อเมฆหายไปแล้วความรักหรือความหลังมันก็รื้อฟื้นขึ้นมาได้
น้ำตาถ้าหยดลงในมหาสมุทรมันลอยขึ้นเป็นเมฆ
เมฆนี้ก็ตกมาเป็นฝน ดีไม่ดีมาเข้าสายตาเป็นน้ำตาตามเดิม
มันหมุนเวียนเป็นวงกลม
ความรักคือความรู้สึกของหัวใจที่เดินเป็นเส้นวงกลม
มันจะไปไหนสุดท้ายก็เดินเป็นเส้นวงกลมมาที่หัวใจตามเดิม”


<table border="0"> <tbody> <tr> <td valign="top"> *** </td> <td valign="top">ทุกวันนี้ท่านอังคารยังติดตามข่าวสาร
และความเป็นไปของบ้านเมืองมิได้ขาด
บ้านเลขที่ 66 หลังนี้จะรับหนังสือพิมพ์ทุกเช้า
วันละหลายฉบับ
รวมถึงนิตยสารประเภทวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์
และข่าวสารการเมืองทางช่องเอเอสทีวี
ที่เจ้าของบ้านทั้งสองติดตามเป็นประจำ
</td> </tr> </tbody> </table> 
     
       “ประชาธิปไตยของเรานี่วิปริต แต่ก่อนมีพระเจ้าเสือองค์เดียว
เดี๋ยวนี้ตามหัวเมืองตำรวจยิ่งกว่าพระเจ้าเสืออีก
พอเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย พระเจ้าแผ่นดินอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
อำนาจบริหาร ตุลาการ มันไปลงอยู่ที่ตำรวจหมด
อำนาจไปอยู่ในมือคนในเครื่องแบบเป็นแสนๆ ทั้งสิบเอก สิบโท
ตามต่างจังหวัดยิ่งกว่าพระเจ้าเสืออีก
ประชาธิปไตยของเรานี่วิปริต แต่เรามองไม่เห็น
เหมือนเปลือกไข่เป็นหนามแทงเอาลูกไก่เอง
ถ้าเปลือกไข่เป็นแบบเปลือกทุเรียนแต่มันกลับเข้าข้างในมันก็ทิ่มเอาลูกไก่
นั่นแหละประชาธิปไตยของเราก็อย่างนั้น”

       
     ในวัย 81 ปี ท่านอังคารยังมีความทรงจำแม่นยำ
ราวกล้องถ่ายภาพที่บันทึกทุกอย่างไว้ในสมอง
ด้วยเขายึดมั่นว่าคุณสมบัติของงานจะแบ่งขั้นของมนุษย์
ฉะนั้น ความจำจึงเป็นสิ่งมีค่าในการมีชีวิตอยู่
“ถ้าเราเลอะเลือนก็แย่สิ เวลาที่เรามีชีวิตอยู่เป็นร้อยๆ ปี
เท่ากับเราแก่มะพร้าวเฒ่ามะละกอ หาแก่นสารไม่ได้”

       
       หลายครั้งของบทสนทนา ท่านอังคารชักชวนให้หยุดฟังเสียงนกร้อง
และแมลงไพรขับขานด้วยแววตาอ่อนละมุน
ด้วยจิตวิญญาณกวีที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันกับธรรมชาติอย่างแท้จริง
       
       ในวัยวันสู่ปีที่ 81 ของชีวิต
กวีนามอังคาร กัลยาณพงศ์ ยังคงยืนยัน
และยืนหยัดว่าชาติที่แล้วเขาเป็นกวี
ชาตินี้ก็เป็นกวี และชาติหน้าเขาก็ยังคงจะเป็นกวีอีกต่อไป
เพราะ “กวีเป็นผู้แปลความหมายของยูนิเวิร์ส
ทำให้จักรวาลนี้มีความหมาย จักรวาลเขาสร้างทางช้างเผือก
เขาสร้างดวงอาทิตย์ เวลาเดียวกันเขาสร้างโลกมนุษย์
เขาก็สร้างอังคารขึ้นมาด้วย
ให้อังคารเข้าใจธรรมชาติของดอกไม้ ของอากาศ

ถ้าไม่มีอังคารใครจะบรรยายกลิ่นหอมของดอกจันทน์กะพ้อ
ว่าเป็นกลิ่นของสุโขทัย กวีมันเป็นเส้นประสาทของจักรวาล”



( เรียบเรียงข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ ผู้จัดการรายวัน 14 กุมภาพันธ์ 2550 ) <p>  </p>