สวัสดีครับคนรุ่นเก่าพัฒนา ว่าที่บัณฑิต

มูลเหตุและความเป็นมาก่อนจะมาเป็นศาลากลางหมู่บ้าน ชาวบ้านเขามีความเชื้อ และมีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า ครั้งหนึ่งเมืองไพสาลีเกิดภาวะข้าวยาก หมากแพง ประชาชนขาดแคลนอาหารซึ่งเรียกว่า ทุพภิกขภัย เพราะฝนแล้ง สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ล้มตายเพราะความหิวเป็นจำนวนมาก ซ้ำร้ายอหิวาตกโรค หรือชาวบ้านเรียกว่า โรคห่าก็ระบาดทำให้ผู้คนล้มตายกันมากมายชาวเมืองกลุ่มหนึ่งจึงพากันเดินทางไปนิมนต์พระพุทธเจ้าให้มาปัดเป่าภัยพิบัติครั้งนี้ พระพุทธเจ้าได้เสด็จจากกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุ 500 รูป โดยมาทางเรือใช้เวลาเดินทาง 7 วัน จึงถึงเมืองไพสาลี ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จถึงเมืองไพสาลีก็เกิดฝน ห่าแก้วตกลงมาอย่างหนัก จนน้ำฝนท่วมแผ่นดินสูงถึงหัวเข่าและน้ำฝน ก็ได้พัดพาเอาซากศพของผู้คนและสัตว์ต่าง ๆ ไหลล่องลอยลงแม่น้ำไปจนหมดสิ้น พระพุทธเจ้าทรงทำน้ำพระพุทธมนต์ ใส่บาตรแล้วมอบให้พระอานนท์นำไปประพรมทั่วเมือง โรคภัยไข้เจ็บก็สูญสิ้นไปด้วยเดชะพระพุทธานุภาพ ดังนั้นคนลาวโบราณรวมทั้งไทยอีสานจึงทำบุญ ชำฮะ ขึ้น และร่วมกันบริจากทรัพย์เพื่อสร้างศาลากลางหมู่บ้านมาจนถึงปัจจุบันนี้

ศาลากลางบ้านถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของหมู่บ้านเลยนะครับ ผู้นำ นักคิด นักพัฒนา หรือนักการเมือง ฯลฯ ถ้าคิดจะได้ใจชาวบ้านต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และความสำคัญของศาลากลางบ้านไว้ให้มาก ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแค่ศาลาริมทางธรรมดา ซึ่งปัจจุบันศาลารูปแบบใหม่ที่ได้งบประมาณจาก (SML) หลังละ 250,000 บาท (ในชุมชนที่กระผมอยู่) จัดสร้างศาลากลางบ้านให้เป็นศูนย์ข้อมูลและการเรียนรู้ของชุมชน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีและควรคำนึงถึงรูปแบบการสร้างแบบเดิมเอาไว้บ้าง และไม่ควรสร้างในที่ใหม่โดยปล่อยให้ศาลาหลังเก่าเป็นศาลาร้าง

ส่วนประเด็นอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อผ่านมือถือนั้น เอาไว้ไปถามตอบกันที่บล็อกคำถาม-ตอบ นะครับ