คุณจตุพรขยันเขียนบันทึกมากเลยนะครับ แถมเนื้อหาล้วนให้แต่ข้อคิดดีๆ ขอชมจากใจจริง

ขอต่อยอดนิดนึงนะครับ

ที่คุณจตุพรจั่วหัวข้อไว้ 4 แสนล้าน ส่วนหนึ่งเป็นค่ายาไปประมาณ 5 หมื่นล้านบาทครับ

ในมุมมองของผมที่เป็นเภสัชกรนะครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับที่คุณจตุพรว่ามา

ความพอเพียงต้องมีความรู้นำหน้าครับ

เราต้องเรียนรู้ว่าการดำรงชีวิตที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

ทำไมต้องทำเช่นนั้น หากเราเข้าใจของประโยชน์จากการปฎิบัติ/โทษของการไม่ปฎิบัติ แล้วเราจะหมั่นปฎิบัติเองครับ

เช่นเดียวกับยาครับ ขอยกตัวอย่างนิดนึง

หากลูกเป็นหวัด พ่อแม่จะเป็นห่วงมากโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ มักจะพาไปโรงพยาบาลหรือคลีนิคแล้วได้รับยาจำนวนมาก ซึ่งมักจะมียาแก้อักเสบจากการติดเชื้อหรือยาฆ่าเชื้อมาด้วยแทบทุกครั้ง

ก็ขอบอกว่า หากเป็นหวัดธรรมดา เราไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้อักเสบเลยครับ บางทียาลดไข้ก็ไม่ค่อยจำเป็นด้วยซ้ำถ้าไข้ไม่สูงมาก การปฎิบัติตัวดูแลเด็กสำคัญกว่าครับ ต้องคอยเช็ดตัวเวลาเด็กเหงื่อออกมาก เวลามีน้ำมูกก็สั่งให้เด็กให้หายใจสะดวก เคยมีการทดลองพบว่าวิธีนี้จะทำให้เด็กหายได้เร็วกว่าการกินยาโดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 วัน กับกลุ่มเด็กที่กินยาจะอยู่ที่ 4-7 วัน

 ความจริงนี้บางครั้งทำร้ายบริษัทยาและวงการแพทย์ไม่น้อยเพราะจะขาดรายได้ส่วนนี้ไปมาก

พ่อแม่เด็กต้องเรียนรู้ความรู้เหล่านี้ครับ เพราะเจอพ่อแม่เด็กหลายคนพอไม่ให้ยาแก้อักเสบดังกล่าวจะไม่พอใจหมอและห้องยามาก ต้องไปหาซื้อตามร้านยาหรือคลีนิคเอง จนกว่าจะได้ยามา..... ไม่เฉพาะพ่อแม่เด็กนะครับ ผู้ใหญ่หลายคนเข้าใจว่าการกิน/ได้ยาเยอะๆ ถือว่าโรงพยาบาลนั้นรักษาดี เป็นค่านิยมที่ผมเศร้าใจมาก

เข้าหลักวงจรอุบาทที่คุณหมอประเวศว่าไว้ครับ

โง่--จน--เจ็บ

คนที่เข้าใจเรื่องยาจะรู้ว่า ยาล้วนเป็นสารเคมีอันตราย มักมีอาการข้างเคียง/การแพ้ยา สารตกค้างแผงไว้ หากไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรใช้ยา หากจะใช้ต้องมีความรู้ดีในยานั้นๆ ก่อน

เขียนมายาวเลยแต่ขอบอกว่าโดนใจบทความนี้จริงๆ ครับ