สวัสดีค่ะพี่นุช

เบิร์ดไม่ได้อ่านค่ะ แต่หัวข้อน่าสนใจมากเลยค่ะ

เบิร์ดนั่งทบทวนดูเรื่องราวของการปักปันเขตแดน และประวัติศาสตร์ีที่ผ่านมา จะพบว่าทั้งพี่บางทราย ท่านพลเดช หรือพี่นุชก็ได้ชี้ให้เห็นชัดว่าเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านสายตาคนต่างชาติโดยเฉพาะฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสในขณะนั้นถือเป็นชาติมหาอำนาจชาติหนึ่งเลยนะคะที่เข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์แม้แต่ขนบธรรมเนียม ประเพณี เผ่าพันธุ์เชื้อชาติของแถบเอเชียอาคเนย์

ผลที่ตามมาก็คือ เมื่อเกิดมีการพิพาทกันเรื่องการเมืองและดินแดน ฝรั่งเศสได้ใช้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์โบราณคดี และชาติพันธุ์ที่นักวิชาการของตนสร้างและทางฝ่ายไทยยอมรับ เป็นข้ออ้างในการยึดครองและอ้างความชอบธรรมของฝรั่งเศสกับทางรัฐบาลไทย  แม้แต่กรณีเขาพระวิหารก็ดูจะไม่พ้นเรื่องราวนี้เลยนะคะ

ประเทศมหาอำนาจที่เป็นจักรวรรดินิยมในขณะนั้น มีแนวคิดและวิธีการที่ชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่งในการล่าอาณานิคม เพราะไม่เพียงแต่การใช้อำนาจทางการทหารและอาวุธเท่านั้น ยังมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์กลุ่มคนที่ต้องการยึดครองอีกด้วยน่ะค่ะพี่นุช

ดูเหมือนเราจะอ่อนด้อยในเรื่องการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ดังกล่าว เลยไม่มีการทำให้เกิดความเชื่อมโยงเพื่อเกื้อหนุนซึ่งกันและกันใน การที่จะอธิบายถึงเรื่องกลุ่มชนและท้องถิ่นในด้านสังคมและวัฒนธรรมจึงขาดความลึกซึ้ง..น่าเสียดายนะคะพี่นุช

แม้แต่การศึกษาเขาพระวิหารก็ดูเหมือนเราจะขาดความสนใจในเรื่องนี้ เน้นแต่โครงสร้าง สถาปัตยกรรม แต่เหตุใดถึงเลือกชัยภูมินี้   และการสร้างทำไมถึงมีทางขึ้นทางนี้ ในการสร้างศาสนสถานแบบที่เบิร์ดยกมาคุยกับพี่นุช ก็จินตนาการได้ว่าต้องใช้ทั้งกำลังคน กำลังทรัพย์มากมาย หมู่บ้านที่รายรอบในเขตนั้นจึงไม่น่าจะเป็นหมู่บ้านธรรมดา  เพราะต้องมีทั้งนักบวช พราหมณ์ผู้กระทำพิธี ข้าทาสบริวาร  ตามลำดับชั้นของการปกครองในสมัยนั้น แต่สิ่งเหล่านี้เราศึกษาน้อยมากเลยค่ะ

เบิร์ดจำได้เลาๆว่ารู้สึกจะมีจารึกของวัดศรีชุม สุโขทัยที่จารไว้ว่าี่พ่อขุนผาเมืองเป็น“ลูกเขย”กษัตริย์กัมพูชาที่นครธมน่ะค่ะพี่นุช แสดงว่ายุคนั้นเขมรรุ่งเรืองมากเลยนะคะ และคนไทยอีสานก็น่าจะมีวงศ์วานว่านเครือเชื้อสายกัมพูชาอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน

เรื่องนี้น่าสนใจจังค่ะไม่ทราบพี่นุชพอเล่าต่อได้มั้ยคะ