ไม่ได้แย้งอะไรแต่อยากให้ข้อมูลเพิ่มเติม "โรงเรียนกุ้งชีวภาพ" ใช้การจัดการความรู้อย่างไร

ทึ่มาที่ไปของ"โรงเรียนกุ้งชีวภาพ" เกิดจากการที่ ธ.ก.ส.ไม่อยากให้หนี้สูญ จึงเข้าไปหาวิธีให้เกษตรกรมีทางออก และสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง   (เกษตรกรอยู่ได้จะได้มีเงินใช้หนี้ ธ.ก.ส.)และทางหนึ่งนั่นคือการผุดโครงการนี้ขึ้นมา 

       การเลี้ยงกุ้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนอกจากลงทุนสูงถึง ตั้งแต่ 500,000 - 1,000,000 บาท เป็นอย่างน้อยแล้วซึ่งคนที่ไม่มีทุนรอนของตัวเอง ไม่มีที่นาหรือที่ดินสำหรับทำบ่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามา การเลี้ยงกุ้งจึงเป็นความเสี่ยงที่ ชาวบ้านบอกว่าถึงจะเสี่ยงแต่หาก"รอด"หมายถึงกุ้งเติบโตดีและสามารถจับขายได้ในช่วง 120 วัน (ปกติหากได้ขนาด 60-70 ตัว/กก.) ก็ถือว่าคุ้มมาก ๆ  เพราะกำไรจากมากกว่าเท่าตัว ถึงขนาดที่เกษตรกรบางรายถึงกับยืนยันว่า นอกจากการขายยาบ้าก็เลี้ยงกุ้งนี่แหละที่รายได้ดี "รวยได้" ถ้ามีความรู้และเลี้ยงเป็น   และการเลี้ยงกุ้งก็ไม่ต้องเหนื่อยยากเหมือนการทำนา เพียงแต่ต้องอาศัยการใส่ใยดูแล ให้อาหารและสังเกตุการเติบโตของกุ้งอย่างใกล้ชิด การเลี้ยงกุ้งจึงเป็นความเสี่ยงที่น่าทำ  และแม้จะเกิดวิกฤติกับอาชีพการเลี้ยงกุ้งที่ผ่านมา แต่เกษตกรก็ยังยืนยันว่าเป็นอาชีพที่น่าทำ

          และเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อ ธ.ก.ส. เข้ามาเสนอทางเลือกที่ว่าจะสามารถลดต้นทุนสำหรับการเลิ้ยงกุ้ง  จากแนวทางเดิมที่ใช้เคมีมาเป็นแนวทางของเกษตรชีวภาพ และมีการสนับสนุนทุนในการจัดหาอาหารกุ้ง การแสวงหาความรู้ และทดลองเรียนรู้(ลงมือปฎิบัติจริง)ในแปลง/บ่อเลี้ยงที่ใช้ชื่อว่าเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งของโรงเรียน ที่สมาชิกจะได้มาเรียนรู้ร่วมกันหรือทดลอง ควบคู่ไปกับการเลี้ยงในบ่อของตนเอง  ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การสนับสนุนและติดตามอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ที่พยายามพาไปดูงานที่โน่นที่นี่

           ทั้งนักเรียนโรงเรียนกุ้งชีวภาพ และธ.ก.ส. จึงเป็นผู้ปฎิบัติที่อยู่ระหว่างการรอผลเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการเลี้ยงกุ้งในแนวทางนี้จะทำให้เกษตกรลดต้นทุน (สำหรับเกษตกรผลการเลี้ยงกุ้งในรุ่นแรกยืนยันว่าต้นทุนลดลงจากเดิมที่เคยลงทุนเป็นแสน ๆ หรือหลาย ๆ แสน ก็เหลือเพียงแค่ 2 หมื่นบาท และเหลือกำไรประมาณกว่า 150,000 บาท ซึ่งสัดส่วนของกำไรไม่แตกต่างจากการใช้สารเคมีในรูปแบบเดิมแต่ทุนจะมากกว่าหลายเท่า) ผลการทดลองในการเลี้ยงกุ้งรุ่นที่ 2 จึงเป็นข้อยืนยันที่จะสร้างความมั่นใจก่อนจะขยายโรงเรียนกุ้งชีวภาพไปสู่พื้นที่อื่น ๆ  ซึ่งสิ่งที่เห็นผลสำหรับ ธ.ก.ส.คือการเปลี่ยนแนวคิดหรือทัศตคติต่อการเลี้ยงกุ้งแบบเดิมที่เกษตรกรตระหนักแล้วว่า "ก่อหนี้สิน"ให้กับตนแต่ก็ยังจำเป็ฯต้องทำเป็นอาชีพต่อไป มาเป็นการเลี้ยงแบบชีวภาพที่พึ่งพิงตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมมือรวมกลุ่มร่วมกันพัฒนาการเลี้ยงกุ้งที่มีต้นทุนต่ำ ลดภาระหนี้สิน 

            ฟังจากคุณบังอร ซึ่งสมาชิกตั้งให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนกุ้งชีวภาพ เล่าอย่างฉาดฉาน คือ ตัวเธอและสมาชิกให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แต่จุดใหญ่ก็ยังเป็นการทำตามแบบอย่างที่ได้ไปเรียนรู้ดูงาน โดยเฉพาะความรู้และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในแนวของ อ.วิวัฒน์  ศัลยกำธร (วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ที่มีความประทับใจแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างมาก อดีตเขาเคยเป็นผู้อำนวยการ กองสำนักงานโครงการพระราชดำริ แต่ปัจจุบันเขาเป็นชาวนา  อ.วิวัฒน์เคยทำงานรับใช้ในหลวงมาตั้งแต่ปี 2524-2539ทำหน้าที่จดบันทึกพระราชดำริทุกอย่าง และ ดำเนินงานที่พระองค์สั่ง เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ และเกษตร ทั้งยังได้เห็นพระปรีชาญาน อัจฉริยะภาพ และ พระราชอารมณ์ขันของพระองค์ ต่อมาเขาได้ศึกษาแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มเติม และไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ แต่คนมักจะท้าทายว่าจะทำได้จริงหรือ ดีแต่พูด ประกอบกับความไม่เห็นด้วยกับระบบราชการ เขาเลยตัดสินใจลาออกมา ทำนา ทำสวน ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพิสูจน์ และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ทำได้จริง มีความสุข และ มีเงินพออยู่ได้  

เขาเริ่มบนพื้นที่เปล่า 3 ไร่ที่เป็นดินทราย แห้งแข็งเป็นซีเมนต์ ปลูกอะไรไม่ได้ จนตอนนี้ขยายเป็น 40 ไร่ มีสวนสมุนไพร,ไม้ป่า,ไม้กิน และ นาข้าว (ที่ออกรวงสวย) ปลอดสารพิษ 100 % ต่อมาได้เปิดเป็นศูนย์ฝึกอบรมความรู้เรื่องเกษตรกรไร่สารพิษ และ เศรษฐกิจพอเพียง ปัจจุบัน เพิ่งก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่องและชัดเจน )ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคนิค สูตรการทำอาหารกุ้ง การทำน้ำหมักชีวภาพ และอื่น ๆ ให้กับเกษตรกรไปทดลองทำเองโดยไม่หวงความรู้

                สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการจัดการความรู้โรงเรียนกุ้งชีวภาพ คือ

1.     ธ.ก.ส. ซึ่งอาจเล่นบทบาทคุณอำนวย ที่จะคอยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ ที่จะทำให้โรงเรียนกุ้งชีวภาพต้นแบบนี้ขยายต่อไปได้ ด้วยการนำ กระบวนการจัดการความรู้เข้าไปใช้อย่างเข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่

2.  ผู้ปฎิบัติคือบรรดานักเรียนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่เป็นสมาชิกของโรงเรียนกุ้งชีวภาพ หรืออาจเป็นสมาชิกนอกโรงเรียน อาทิ โรงเรียนกุ้งอีก 4 แห่งในพื้นที่ รวมทั้งสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่มีทั้งกลุ่มจักรสาน กลุ่มทำนา เป็นต้น ได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย

3. กระบวนการของโรงเรียนกุ้งชีวภาพ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มของการนำกระบวนการจัดการความรู้เข้ามาใช้ เพื่อพัฒนาอาชีพการเลี้ยงกุ้งแบบยั่งยืนในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากในกลุ่มนี้มี"ผู้นำ"ที่มีลักษณะของการเป็น คุณกิจที่ใฝ่หาความรู้ และพร้อมจะขยายความรู้ไปสู่การปฎิบัติจริง รวมทั้งการถ่ายทอดสู่เพื่อนสมาชิก ( ลักษณะของคุณบังอร คือเป็นคนช่างพูดช่างคุย และเก็บรายละเอียดเรื่องราวที่ได้พบมาเล่าอย่างละเอียดทุกขั้นตอน แม้จะสอดแทรกความรู้สึกนึกคิดของตนเองเข้าไปบ้าง  และการถ่ายทอดเรื่องราวของคุณบังอรไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มนักเรียนสมาชิกแต่ยังรวมถึงสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะด้วยเหตุใดไม่รู้แต่สมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 40 คนเมื่อเริ่มก่อตั้ง เป็น 60 คนในปัจจุบัน และร่วมกันสร้างระบบบริหารจัดการที่เอื้อประโยชน์ต่อสมาชิกเพื่อการมีชีวิตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะการผลิตและจำหน่ายอาหารกุ้งและน้ำหมักชีวภาพ ที่ต้นทุนต่ำ ราคาถูก จำหน่ายแก่สมาชิกและเป็นรายได้ของกลุ่มที่จะนำไปจัดสวัสดิการอื่น ๆ ให้กับสมาชิก)

สรุป   จุดเริ่ม ๆ ของกระบวนการจัดการความรู้ในกลุ่มโรงเรียนกุ้งชีวภาพ คือ มีการนำกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปเป็นกิจกรรมสำคัญของการเรียนการสอน ที่เน้นให้สมาชิกมาเรียนรู้ร่วมกัน และสร้างความรู้ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ในที่สุด  ขณะเดียวกันวิธีการเช่นนี้ก็นำไปใช้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีสมาชิกหลากหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้น  ซึ่งทั้งหมดก็ยังอยู่ภายใต้การสนับสนุนของ ธ.ก.ส.