สวัสดีครับ ท่านนักการทูต P 2. พลเดช วรฉัตร


<div class="content">

ผมคิดว่าคำว่าน่าทึ่งนั้น ความจริงแล้วใช้ได้กับชีวิตมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าอาชีพอะไร ก็น่าทึ่งไปหมด ผมเองเคยสนใจคนตั้งแต่ภารโรง คนกวาดถนน กรรมกร หากมีโอกาสก็มักจะคุยเรื่องราวชีวิตของเขาเหล่านั้น แล้วก็พบว่าชีวิตของคนเหล่านั้นที่คนในระเดียวกับผมไม่สนใจนั้น น่าทึ่งมาก มากกว่าชีวิตของผมซะอีก

อดีตครั้งหนึ่งผมทึ่งกับท่านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนท่านหนึ่ง ท่านวางตัวเหมือนพี่ชาย นั่งกินก๊วยเตี๋ยวกับผมและพนักงานขับรถ ท่านให้ความกรุณาไปส่งผมที่บ้านญาติในหมู่บ้านเสนานิคม บางเขน ท่านเอาหัวใจผมไปหมดเลย เพราะท่านทำตัวเช่นนั้นในฐานะที่ท่านเป็นผู้ใหญ่อธิบดีฯ.... 

เช่นเดียวกันครับหากท่านพลเดชประพฤติวิถีปฏิบัติเช่นที่กล่าว ท่านก็เอาหัวใจของทุกคนไปหมดแล้ว... เลื่อมใส เลื่อมใสครับ

ผมเป็นรุ่นก่อนพิษณุครับ

ผมไปอยู่ มช.ได้เทอมเดียว รุ่นที่กระดูกสังคีตเข้าไปน่ะครับ ผมอยู่คณะมนุษย์(เอกภาษาอังกฤษ)และอยู่หอ 2

อยู่เทอมเดียวก็ไปเรียนต่อที่เบลเยียมและฝรั่งเศสและจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้กลับไปเชียงใหม่อีกเลย

หากท่านพลเดชเป็นรุ่นเดียวกับกระดูกสังคีต (นายชีรชัย มฤคพิทักษ์) ผมเป็นรุ่นพี่สัก ปีสองปีครับ ผมระหัส 12... ครับ คุณชีรชัย ทำงานกับผม ในสมัยนั้น เขาอยู่หน้าเวที ผมอยู่หลังเวทีครับ อิอิ.. ตระกูลนี้เป็นนักพูด คุณชีรชัยก็พูดเก่งมาก ยินดีที่รู้จักลูกช้างครับ 

เรื่องปฏิบัติธรรมนั้นผมทำมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ (เป็นเรื่องที่เล่าได้ยาว) ทำเองโดยไม่มีใครแนะนำ (ทำตามหนังสือ) จากนั้นก็โลดแล่นไปอย่างสนุกสนานทางจิต ติดฤทธิ์เดช จนมาพบวิปัสสนาสอนโดยคุณแม่สิริ กรินชัย จึงหยุดไปทางสมถะมาเรียนรู้ทางฝึกสติอย่างเดียว จนอยู่ในทีมวิทยากรคุณแม่สิริช่วงหนึ่ง

ผมก็คือคนธรรมดาทั่วไปที่กินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวฟังเพลงกลางคืนจนตีหนึ่งตีสอง แม้ยันสว่าง  วันหนึ่ง สมัยผมทำงานโครงการกับ EU ตกเย็นก็ชวนกินเบียร์กับน้องๆ เมื่อกินก็เพลิน...ลืมขับรถไปรับศรีภรรยา.. เมื่อนึกขึ้นได้ก็รีบขับรถไปรับ.. เท่านั้นเองผมก็รู้สึกมีสติขึ้นมา วันรุ่งขึ้นผมประกาศเลิกทุกอย่างทันทีและสวิงกลับมาทางธรรม ผมเข้าปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์ Supreme Master  Ching Hai ทานเจมาตลอด นั่งสมาธิกลุ่มทุกวันอาทิตย์ ออกไปช่วยเหลือสังคมกับกลุ่ม ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่เงื่อนไขชีวิตปรับเปลี่ยนไป จึงลดความเข้มลงมาบ้างครับ  

จากการติดตามท่านพลเดชในด้านธรรม ผมเข้าใจว่าท่านคือพระที่ไม่ได้ห่มผ้าเหลืองเท่านั้นเองครับ สาธุ..

เรื่องคำโยคีนั้น มาจากคุณแม่สิริครับ โยคีท่านแปลว่าผู้เพ่งเพียรเผากิเลส ใครที่เพ่งเพียรเผากิเลส ก็อยู่ในฐานะโยคีได้

ผมเข้าใจเรื่องโยคีแล้วครับ  ขอบคุณครับ

เรื่องความสนใจในประวัติศาสตร์ เพราะคนเบลเยียมมีบทบาทจริงๆ ในสมัยนั้น และตลาดหนังสือเก่าในเบลเยียมหรือในยุโรปก็เปิดโอกาสให้ค้นหาจริงๆ

ยิ่งค้นพบก็ยิ่งภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของสยามในสมัยนั้น

จึงเป็นที่มาของข้อเขียนต่างๆ ที่ยังมีข้อมูลดิบที่ต้องหาเวลาเขียนขึ้นมาอีก

ดีมากๆเลยครับ  ผมคิดในใจว่าหากท่านพลเดชไม่ทำตรงนั้นคงยากที่คนอื่นจะทำ และหากมีใครทำก็คงไม่ดีเท่าท่านพลเดชทำ  นับได้ว่าท่านได้ช่วยให้คนไทยมีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องวิเศษสุดที่ท่านสร้างประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ประโยชน์สังคม ประเทศชาติ..

ผมเองก็พยายามทำวัน เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดครับ

สาธุ..ครับท่านพลเดช..

</div>