• ขอบคุณท่าน ผอ.วิชชา มากครับ เป็นคำอธิบายที่ดีและชัดเจนมากครับและผมพบว่าระหว่าง"ศาสนาพุทธ"และ"อิสลาม"นั้น มีบางสิ่งที่ ณ ปัจจุบันเรามีความเข้าใจบางระดับที่เกือบจะเหมือนกัน
  • นี่กระมังที่เขาว่า การได้ร่วมเสวนา อุปมาดั่ง สะพานที่เชื่อมระหว่าง ๒ อารยธรรมเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็น ความเข้าใจในระหว่างกันที่วางอยู่บนฐานของ "ความรู้" ที่แม้ว่า "องค์ความรู้" นั้นจะผลิบานจากต่างต้นกันก็ตาม
  • มีข้อเขียนมากมายที่พูดถึงอิสลามและมุสลิมว่า นิยมความรุนแรง อิสลามเผยแพร่ด้วยคมดาบ และอื่นๆในทำนองนี้ จนก่อเกิดเป็นกระแสความกลัวอิสลาม หรือที่ฝรั่งเรียกมันว่า "อิสลามโมโฟเบีย" หรือ "โรคกลัวอิสลาม" ขึ้นทุกหัวระแหง ทั่วทุกมุมโลก ก่อเกิดเป็นมายาอคติต่ออิสลามและมุสลิม แม้กระนั้นในโลกตะวันตก กลับพบว่ามีผู้เข้ารับอิสลามทุกวันและอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบันเป็นปรากฏการณ์ทวนกระแสอิสลาโมโฟเบียดังกล่าว
  • หากพิจารณาดูจากจุดเริ่มของการเป็นศาสดาของ มุหัมมัด บิน อับดุลลอฮฺ (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาท่านด้วยคำสั่ง "อิกเราะ" หรือ "จงอ่าน" นั่นคือการเชิญชวนชาวอาหรับในขณะนั้นให้หันมา "อ่าน" สารของพระผู้เป็นเจ้า หรืออาจกล่าวได้ว่า ก้าวแรกของอิสลามคือการเชิญชวนสู่การศึกษา ด้วยการอ่าน อันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงมนุษย์และนำพวกเขาสู่ฐานะที่มีเกียรติและสูงส่ง ๑๓ ปีของการเชิญชวนชาวอาหรับมีเพียงจำนวนน้อยจากพวกเขาที่เปิดใจรับแสงสว่างของอิสลาม และเป็น ๑๓ ปีที่ท่านศาสดา และสาวก(ศอฮาบะฮฺ) ต้องพบกับการทารุณกรรมต่างๆนานา จนกระทั่งอัลลอฮฺได้ทรงมีพระบัญชาให้สาวกและท่านศาสดาอพยพ (ฮิจเราะฮฺ) ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ทรัพย์สิน บ้านช่องห้องหอ เรือกสวน และกิจการค้า จนกระทั้งบรรดาสาวกและศาสดาได้อพยพไปยังเมืองมาดีนะห์ และได้สถาปนารัฐอิสลามแห่งแรกขึ้นที่นั่น แต่พวกอาหรับก็หาได้ยุติไม่พวกเขาได้ร่วมมือกับพวกยิวและคริสเตียนเพื่อหวังบดขยี้มุสลิมที่อยู่ ณ เมืองมาดีนะห์ ด้วยเหตุนี้เองที่อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตาอาลา) ได้ทรงมีพระบัญชาให้มุสลิมมีการ "ญิฮาด" หรือคือการปกป้องตนเอง ปกป้องรัฐอิสลาม ปกป้องความศรัทธาของพวกเขามิให้ถูกทำลาย คำสั่งให้ต่อสู้จึงเกิดขึ้นตามบริบทของเหตุการณ์ดังกล่าว
  • ในอิสลามนั้นการเชิญชวนให้หันมา "อ่าน" เป็นกระบวนการต่อสู้ภายในตัวตนของมนุษย์ การอ่านเป็นช่องทางที่"สาร"ของพระผู้เป็นเจ้าจะถูกนำเข้าไปในตัวมนุษย์เพื่อเขาจะได้พิจารณา ไตร่ตรอง โดยใช้"สติปัญญา"และ"หัวใจ"เป็นเครื่องมือในการคิดพิจารณาและตัดสินใจ และเขามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะ "ยอมรับและศรัทธา" เท่าๆกับที่จะ"ปฏิเสธไม่ยอมศรัทธา" ก็ได้ ซึ่งการตัดสินใจนั้นของเขาๆเองจะต้องรับผิดชอบต่อพระผู้ทรงสร้างเขาขึ้นมา และอิสลามไม่มีการบังคับในศาสนา และแน่นอนว่าการบังคับย่อมไม่อาจให้กำเนิด generation ที่เปี่ยมด้วยศรัทธาและอุทิศตนเพื่อพระเจ้าที่ต่อเนื่องรุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างที่เป็นอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้
  • การต่อสู้เพื่อปกป้องชัยชนะ "ภายใน" ตัวตนของมนุษย์ จากความชั่วร้ายต่างๆ จึงมีความจำเป็น เพราะหาไม่แล้ว ความดีก็อาจจะไม่สามารถดำรงอยู่ในโลกนี้ได้
  • ในอิสลามจึงเริ่มด้วยการอ่าน อันเป็นกระบวนการต่อสู่ภายในของมนุษย์ และตราบใดที่ความดีนั้นยังดำรงอยู่ได้ การอ่าน หรือการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม และไม่อาจเป็นอย่างอื่น แต่เมื่อใดที่ถูกรุกราน ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้ความดีนั้นถึงกับล่มสลาย การต่อสู้จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม นี่คือวิถีปฏิบัติทั่วไปของอารยชน ดั่งโคลงสี่สุภาพตอนหนึ่งที่ว่า "ใครรานใครรุกด้าวแดนไทย ไทยรบจนสุดใจขาดดิ้น" นั่นไงครับ แม้ว่าบ้านเมืองนี้จะเป็นเมืองที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธมามกะ ซึ่งมีข้อห้ามในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่เมื่อถูกรุกรานก็ย่อมต้องต่อสู้ปกป้องบ้านเมือง
  • ขอแลกเปลี่ยนแค่นี้ก่อนนะครับสำหรับวันนี้