ตามที่เปิดประเด็นไว้ที่บันทึกนี้ และที่ต่อเนื่องจาก บูรณาการการทำงานของหน่วยสนับสนุนภาครัฐและวิชาการ เริ่มจากมชช. นั้น ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่พี่ภีมได้ลองนำเสนอมาครับ โดยเฉพาะประเด็นความเพียงพอของกำลังคน และงบประมาณ เพราะสิ่งนี้ผมเคยทบทวนว่าถ้าได้บูรณาการกันดี ๆ แล้วงบประมาณที่มาถึงชุมชนจริง ๆ จะพอเพียง โดยที่ไม่เป็นการไปทำร้านชุมชนโดยส่วนราชการเข้าไปรุม (พัฒนา) ด้วย อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนได้รับความเป็นธรรมในการพัฒนาด้วยครับ

     ประเด็นโครงการของสาธารณสุขนั้น ในปัจจุบันจะลดความเป็น topdown ลงไปเยอะเหมือนกัน ที่เห็นก็เป็นโครงการ vertical programe ของ สปสช.เป็นส่วนใหญ่ อันนี้เป็นผลพวงมาจากการปฏิรูประบบการเงินการคลังจากโครงการ 30 บาทฯ เงินงบประมาณที่ลงไปชุมชนในรูปงบส่งเสริมและป้องกันโรค (P&P) จะมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งงบส่วนนี้ถ้าทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้จริง จะเป็นงบประมาณส่วนที่ทำให้ชุมชน คิดเอง ทำเอง รับผลประโยชน์เอง และที่สำคัญได้เรียนรู้เอง จริง ๆ จากโอกาสนี้นี่เองที่ผมและ นพ.ยอร์น จิระนคร (นพ.สสจ.) เห็นเป็นโอกาสสำคัญ และอยากเห็นประสิทธิภาพของเงินงบประมาณด้วย เนื่องจากระบบราชการเปิดแล้ว แต่ใจข้าราชการยังเปิดไม่หมด จึงเกิดเป็น "ไตรภาคีร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน" ครับ

     ในช่วงปีที่ 2 ของโครงการนี้จึงได้เขียนเป็นบันทึกไว้ที่ ไตรภาคีฯ ในระยะปีที่ 2 จะเดินเรื่องอย่างไรต่อไป พี่ลองติดตามดู และโปรดให้ความคิดเห็นเพื่อ "เพื่อนช่วยเพื่อน" บ้าง ประสบการณ์ของพี่ที่มีอยู่มากมายผมหวังไว้ว่าวันหนึ่ง เวลาหนึ่ง จะไป capture มาให้ได้ครับ ยังไงก็ถือโอกาสนี้ขอปันซะดื้อ ๆ เลยนะครับ