มีผู้กล่าวว่า หินยาน กับ มหายาน เป็นเสมือนปีกสองข้างของพุทธศาสนา และทั้งสองปีกจะช่วยค้ำจุนพุทธศาสนาไว้ คงจะจริงค่ะ
โดยส่วนตัว ก็ไม่ได้คิดแบ่งแยกมาตั้งแต่ต้นค่ะ อาจเป็นเพราะความไม่รู้ในรายละเอียดของความแตกต่างในนิกายทั้งสองมาก่อน ต้องขอบคุณในความไม่รู้ของตัวเองจริงๆ ส่วนหนึ่งที่เป็นดังนี้อาจเพราะเคยเห็นรูปของท่านพุทธทาส นั่งสนทนาธรรม กับท่านดาไล ลามะ ที่สวนโมกข์ ด้วย ตอนที่ได้เห็นรูปนั้นในหนังสือ รู้สึกดีมาก ต่อมาก็ได้เห็นรูป หลวงปู่ติช กับท่านดาไล ลามะ ใน internet จึงรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกันบางอย่าง ที่สำคัญมีผู้กล่าวว่า ท่านพุทธทาส ก็ชอบงานเขียนของ หลวงปู่ติช ด้วย ถ้าท่านพุทธทาส ยังอยู่คงจะดีนะคะ หลวงพี่นิรามิสาลูกศิษย์ของหลวงปู่ติช ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า หลวงปู่ติช เคยกล่าวว่า เสียดายที่ไม่มีโอกาสจัดงานภาวนาร่วมกับท่านพุทธทาส
ก่อนที่จะเข้ามาเรียนวิชาของพระพุทธเจ้านั้น ตัวเองเป็นคนห่างวัดไปเยอะแล้วค่ะ รู้สึกสิ้นศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก เพราะเบื่อเรื่องของอิทธิฤทธิ์ ปาฎิหาริย์ วัตถุมงคลเอามากๆ แต่จะสนใจอ่านหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาส เพราะ ไม่มีเรื่องวัตถุมงคล และ มีแนวทางที่จะสอนให้เราเกิดปัญญา มากกว่าเรื่องของการทำบุญมากมายเกินเหตุ แต่ตอนนั้นไม่รู้วิธีปฎิบัติ อาจเป็นเพราะเพียงแต่อ่านจึงไม่ค่อยเข้าใจ และไม่อาจเข้าถึงได้ ยอมรับเลยค่ะว่า พุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องของการอ่านแล้วก็คิดๆไปอย่างเดียว ต้องปฎิบัติด้วย จึงจะเข้าใจ
ตอนที่ท่านพุทธทาสสิ้น ตัวเองเหมือนขาดสายป่านสุดท้ายในทางพุทธศาสนา เรียกว่า ไม่จำเป็นจะไม่เข้าวัดแล้ว พบพระพบเจ้าก็ตอนไปงานสวดศพคนตายอะไรแบบนั้น เคยมีหนหนึ่งอยู่ในงานศพ เห็นพิธีกรรมต่างๆมากมายก็รู้สึกไม่ชอบใจ จึงบอกเพื่อนที่ไปด้วยว่า ถ้าฉันตายอย่ามีพิธีแบบนี้ ไม่ต้องมีพวงหรีด โลงศพก็ขอเป็นโลงไม้ธรรมดา ไม่ต้องมีลวดลายสลักใดๆ แล้วก็รีบเผาในเร็ววันด้วยไม่ต้องเก็บไว้นาน แถมสั่งเสียเพื่อนอีกว่า ที่สำคัญ ขอช่วยเก็บเถ้ากระดูก แล้วเอาไปฝังไว้ที่โคนต้นไม้ที่สวนโมกข์ แบบว่าชาตินี้ไม่ได้อยู่ในวัด ไม่ได้เข้าวัดก็ขอเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ในวัดที่ตนเองศรัทธาเชื่อถือก็แล้วกัน
ตอนนี้ดีใจค่ะที่ได้ไปวัด ได้ไปปฎิบัติธรรมบ่อยขึ้น ไม่ใช่คนห่างวัดอีกแล้ว ต้องขอบคุณกัลยาณมิตรที่ได้ชักชวนให้ไปปฎิบัติธรรม แม้จะช้าไปหน่อยแต่ก็จะพยายามต่อไปค่ะ