ข้าพเจ้าไม่ใช่พุทธตามใบทะเบียนบ้านอย่างแต่ก่อนแล้ว

    ตอนที่ข้าพเจ้าไปเรียนวิชาของพระพุทธเจ้า  ที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่  ซึ่งศูนย์นี้อยู่ในบริเวณวัดห้วยส้ม  ท่านเจ้าอาวาสวัดห้วยส้มเล่าว่า  ชาวบ้านแถวๆนั้นมาทำบุญที่วัด เห็นกลุ่มคนนุ่งขาวห่มขาวกำลังเดินจงกรมช้าๆ ภายในศูนย์ ท่าทางดูแปลกๆ  เขาก็เลยถามท่านว่า  พวกนี้ศาสนาอะไร นิกายอะไร  ท่านก็เลยบอกว่าศาสนาพุทธนี่แหละ แต่ชาวบ้านบางส่วนแถวๆนั้นก็ยังงงไม่หายว่าชาวพุทธต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยหรือ

  ช่วงที่ข้าพเจ้าไปงานภาวนาของหลวงปู่ติชกลับมาสักระยะ ก็มีคนรอบข้างถามอีกว่า  ไปเข้านิกายอะไรมา  นับว่าเป็นคำถามที่มีส่วนคล้ายๆกันอยู่  ในความเห็นของคนทั่วๆไป  หน้าที่ของชาวพุทธคือการไปวัด ไปทำบุญใส่บาตร  ไปให้พระรดน้ำมนต์  รับศีลรับพรแล้วก็กลับ   เรื่องการไปปฎิบัติธรรม กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  บางส่วนเห็นเป็นของแปลก  บางคนถึงกับพูดว่า ไปทำไม  มีปัญหาชีวิตอะไรเหรอ?  พอได้ยินแล้วรู้สึกใจห่อเหี่ยวไปเลย   หลายคนคิดเสมือนว่า  การปฎิบัติธรรม ไม่ใช่หน้าที่ของคนที่ใช้ชีวิตในทางโลกอย่างเรา  นั่นมันหน้าที่ของคนแก่ หรือไม่ก็ของคนที่กำลังจะตายเท่านั้น  บางคนพอได้ยินข้าพเจ้าเริ่มกล่าวเรื่องทางธรรมที่ไปได้ยินได้ฟังมา คนผู้นั้นก็หนีกระเจิง             ยังไม่ทันจะเอ่ยปากชวนไปปฎิบัติธรรมด้วยกันซักหน่อย   ข้าพเจ้าคิดปรุงแต่งในใจไปว่า หรือเขาจะกลัวเราแจกซองขาวขอช่วยทำบุญหว่า ? 

 ข้าพเจ้าได้ยินธรรมเทศนาของท่าน ว.วชิรเมธี ทางทีวีเมื่อหลายเดือนก่อน  ท่านว่าคนไทยส่วนใหญ่มาวัดเพื่อมาทำบุญ       แต่พอถึงเวลาตอนที่จะปฎิบัติธรรม คนไทยใจบุญทั้งหลายต่างหายจ้อยไปหมด เหลือแต่ชาวฝรั่งไว้       ปรากฏว่าชาวฝรั่งอาจจะไม่เน้นเรื่องการทำบุญนัก ทว่าสนใจปฎิบัติและการนำเอาไปใช้  และสนใจมากด้วย   อันนี้ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่ง  เพราะเจอมากับตัวเอง ตอนไปงานภาวนากับหลวงปู่ติช  ชาวฝรั่งบางท่านมีหมอนรองนั่งสมาธิประจำตัวมาเองด้วยซ้ำ  และไม่รู้เป็นไง ชาวฝรั่งก็ชอบนั่งสนทนาธรรมกับพระมาก  

  กัลยาณมิตรของข้าพเจ้าท่านหนึ่งถามว่า  ปฎิบัติแนวหลวงปู่ติช ถือว่าถูกจริตกับข้าพเจ้าใช่หรือไม่  ข้าพเจ้าก็ยังตอบคำถามนี้กับตัวเองไม่ได้ เพราะถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เรียนด้านพื้นฐาน และหลักปฎิบัติจากศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่  ข้าพเจ้าอาจจะไม่เข้าใจเรื่องใดๆ เลยที่หลวงปู่ติชสอน  เพราะที่ผ่านมาข้าพเจ้าเป็นพุทธตามใบทะเบียนบ้านมาหลายสิบปี  ถ้าไม่มีท่านวิปัสสนาจารย์ที่ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่แนะนำ ข้าพเจ้าก็คงจะมึนงงไปอีกนานกับเรื่องของพุทธศาสนา   แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าลึกๆแล้ว ข้าพเจ้าถูกปลูกฝังมาแบบเถรวาท จากคุณยายที่ชอบพาไปวัดแต่เล็กๆ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจอะไร แต่ก็คุ้นเคยพิธีการทางเถรวาทมากกว่า   การไปงานภาวนาของหลวงปู่ติช  ข้าพเจ้าก็พบว่า  แนวทางนั้นก็ไม่ต่างกัน   แม้จะดูไม่เคร่งเครียดนัก แต่มีความลึกซึ้งในหลายๆเรื่อง  มีอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ  เพราะหลวงปู่ติช ต้องสอนชาวต่างชาติ และท่านใช้ภาษาอังกฤษ  สิ่งที่ท่านพูดและสอน จึงถูกปรับให้ง่ายแก่การเข้าใจ  ตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับภาษาบาลีนัก  จึงรู้สึกดีที่ได้ฟังท่านเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากเข้าใจง่ายกว่า

   บางเรื่องนั้นข้าพเจ้าฟังคำสอนทางเถรวาทข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่  นำมาคิดพิจารณายังไงก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี  แต่พอได้ฟังหลวงปู่ติช ข้าพเจ้าก็ถึงบางอ้อ  แต่บางเรื่อง ข้าพเจ้าเข้าใจได้ง่ายกว่ามากถ้ามาฟังจากทางเถรวาท      อย่างเรื่อง  กระโถน ของหลวงพ่อชา นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจคำว่า สมมุติบัญญัติ ได้แจ่มแจ้งดีทีเดียว 

  ข้าพเจ้าจึงไม่ได้อยู่สายไหน  หรือนิกายอะไร  เป็นพุทธนี่แหละ แต่ไม่ใช่พุทธ ตามใบทะเบียนบ้าน อย่างแต่ก่อนแล้ว