ความเห็นล่าสุด


@ ขจิต

ข่าววงในล่าสุด พี่ CK ไปประชุมที่ กทม. และได้ไปสนทนาธรรมกับท่านเขมานันทะด้วยค่ะ  ^ - ^

สวัสดีค่ะพี่ต่าย

 คิดถึงพี่ต่ายมากๆเลยคะ  งานภาวนาครั้งนี้คนเยอะกว่าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว  เลยได้เห็นหลวงปู่ในระยะไกลๆ ไม่เหมือนตอนที่ท่านมาเชียงใหม่ค่ะ  แต่ธรรมบรรยายของท่านครั้งนี้ลึกซึ้งกว่าเดิม  เข้าสู่หัวใจของการปฎิบัติ  น่าทึ่งและมีพลังอย่างมากเลยค่ะพี่ โดยเฉพาะเรื่องของอริยสัจสี่ และในวันสุดท้ายที่กล่าวถึงเรื่องนิพพาน

The same as I .. I am confused and troubled by this 'poem' for many years and try to understand its. what is the true meaning of this poem what is about the use of term .. why thailand and Uganda ??

But it is just a poem .. when we read it.. it will present many kind of meaning up to what we think what we feel at that time.

For a few days ago after protest turn deadly in BKK I have just realized something .

No difference about Thailand and Uganta .. because this is about human and humanity. The pain in the heart of thai people just like the pain in the heart of everyone in this world who will be cry in their heart when their country burning like this ..

anyway as you have said The law of Kamma or "a web of relations" (or a mesh of links among effects and causes), when conditioned (arranged) could 'self-organize' and become 'larger than life' (of any 'atta' -- individual of creed and 'labelling').

For me from this poem I have realized .. sometime it is not easy to take side and may be we can not do like that at all , everything is " a web of relation" because "this" cause something like " that "

because have "me" and then it will have "you"

" We may one day learn to recognize the dhamma of humanity and its many labels " I hope so. ^ - ^

thak you so much for come and share ..

สวัสดีปีใหม่ไทยเช่นกันค่ะครูอ้อย  ขอบคุณค่ะที่แวะมา

 

 

ขอบคุณเช่นกันค่ะ  ที่แวะมาเยี่ยมเยือน blog. นี้  ^ - ^

 

สวัสดีค่ะ

พี่ CK ของเราท่าจะไปอยู่ใน Facebook ค่ะ   ช่วงหลังๆ ได้ไปพบเจอกันที่นั่นบ่อยๆ  ^ - ^

สวัสดีค่ะคุณ Phornphon

ขอบคุณที่แจ้งข่าวค่ะ  ทางสังฆะที่นี่หลายคน ต่างเตรียมลางาน  จองตั๋วเครื่องบิน  เพื่อจะไปเชียงใหม่กันค่ะ  ต่างมีความปิติยินดีกันมาก  ที่หลวงพ่อมาทางเหนือ  ^ - ^

น้องวี

เราเก็บตังค์  เพื่อหาโอกาสไปสังเวชนียสถานกันเถอะ  น่าจะเป็นสักครั้งในชีวิตที่จะได้ไปที่นั่นนะ  ว่าไหม๊ ?

นมัสการหลวงพี่ค่ะ

การภาวนาในชีวิตประจำวัน และมีการงานอันยุ่งวุ่นวาย  แถมมีการกระทบอารมณ์อยู่ตลอดเวลา  บางทียากลำบากจริงๆค่ะ   ตอนนี้ทางสังฆะก็พยายามจัดให้มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อสืบเนื่องการปฎิบัติ  และพอถึงช่วงเวลาที่ยุ่งยากลำบากใจ  ตนเองก็พยายามกลับมาสู่ลมหายใจบ่อยครั้งขึ้น  " การอยู่กับตนแบบไม่มีตัวตน"   ช่างเกิดขึ้นได้ยากเหลือเกินในช่วงหลัง   บางครั้งเผลอบ่อยค่ะ  เผลอวิ่งไปกับสิ่งวุ่นวายภายนอก  แต่รู้สึกดีตรงที่เมื่อกลับมาสู่ลมหายใจและช้าลง  ก็เหมือนหลวงพี่อยู่ที่นี่กับพวกเราด้วย ขอบพระคุณหลวงพี่ที่มาเป็นระฆังแห่งสติให้พวกเราค่ะ ...   

สวัสดีค่ะคุณ Phornphon

ดีใจที่สนใจหนังสือแทบธุลีดินค่ะ  ตัวเองนั้นอ่านแล้วรู้สึกทึ่งมากจริงๆ ในศรัทธาอันแก่กล้าของอาจารย์กฤษดาวรรณ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีโอกาสไปประชุมที่ กทม. ได้ไปฟังธรรมะบรรยายของพระอาจารย์ปราโมทย์ที่ศาลาปันมี บ้านอารีย์ด้วยค่ะ ผู้คนเยอะมาก    ดูท่านผ่องใสและมีเมตตาจริงๆ  ^ - ^

สวัสดีค่ะ No name

" การภาวนา .. ทำให้เห็นทุกอย่างด้วยความจริง ..ทำให้ ปล่อย ละ วาง ... ทำให้เราเปลี่ยนไป ... เรามีความสุข .. คนรอบข้างมีความสุข "

เป็นข้อสรุปที่ชัดเจนจริงๆ  ขอบคุณมากค่ะ

 

 

สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน

" ไม่เนี๊ยบ แต่เฮี๊ยบ...และมีลูกบ้าอยู่ตลอดเวลา คิดเร็วและทำเร็วเสมอๆ "

เป็นมุมมองที่ทำให้เห็นภาพพจน์ ชัดเจนดีค่ะ

 แสดงว่าเป็นคน Active และ มี Vision แถมชอบคิดนอกกรอบ ไม่ยึดติดในรูปแบบเดิมๆ   ^ - ^

 

สวัสดีค่ะปีตานามาจิตต์

คุณพ่อ ไม่ได้จากไปไหนหรอกค่ะ  ท่านอยู่ที่นี่ตรงนี้เสมอ อยู่ในใจของเรา  ความรักของท่านยังอยู่  สิ่งดีๆ ที่ท่านแบ่งปันให้เราก็ยังคงอยู่  ท่านอาจจะจากเราไปอยู่ในรูปแบบอื่นที่เราสัมผัสจับต้องไม่ได้   แต่ท่านอยู่ในใจเราเสมอ  และเราคือความสืบเนื่องมาจากท่าน   ท่านดำรงอยู่ในตัวเราเช่นกันค่ะ

 

 

สวัสดีค่ะ No name

ขอบคุณที่มาแบ่งปัน และแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ด้วยกันค่ะ

ทุกขณะเวลานาที  ที่เราดำรงอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้กับใครสักคน จึงมีความสำคัญใช่ไหม๊คะ และมีคุณค่ามากๆ ด้วย  ถ้าเราอยู่ที่นั่นกับเขาอย่างแท้จริงในปัจจุบันขณะ  อยากให้คนต้นเรื่อง คือน้องสาวที่ตนเองรู้จัก  ได้มาอ่านที่คุณ No name กล่าวไว้ตรงนี้จัง  เธอคงรู้สึกดีมากๆ และเข้าใจชัดเจนขึ้น 

วันนี้ ..เป็นวันแต่งงานของเธอด้วยค่ะ  หลังจากความทุกข์ความเศร้าผ่านพ้นไป เธอก็ได้พบใครคนหนึ่งที่เป็นคู่ชีิวิตอย่างแท้จริง  น่าแปลกใจมากที่ว่า   เขาทั้งสองเคยรู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว   รู้จักแบบห่างๆ  ไม่คิดว่าจะมาพบเจอกันด้วยซ้ำ  แถมต่างคนต่างมีทางเดินชีวิตของตนเอง  แต่สุดท้ายก็เดินทางมาพบเจอกันอีกครั้ง   เรื่องบางเรื่องก็น่าแปลกใจดีเหมือนกันนะคะ

 

สวัสดีค่ะ pui

รักที่แท้ มีความสวยงามอยู่ในนั้นค่ะ  ความเมตตา และความเข้าใจกัน เป็นหนทางที่นำพาความรักไปได้ค่ะ  ในขณะเดียวกันก็ควรจะปล่อยความยึดมั่นถือมั่นและความคาดหวังต่างๆ ไปเสีย  ^ - ^

 

สวัสดีค่ะ No name

ชอบจังค่ะที่กล่าวว่า

 ถ้าไม่มีฉัน.....ไม่มีเธอ.....ไม่มีใคร ต่อ ใคร.......ไม่มีนิยาม....ไม่มี...

 ทำให้คิดถึงคำสอนของหลวงปู่ติชขึ้นมาค่ะ  หลวงปู่บอกว่า ไม่มีเธอ ไม่มีฉัน เราเป็นดั่งกันและกัน  ^ - ^   เริ่มเข้าใจแล้วค่ะว่า ทำไมหลวงปู่จึงกล่าวเช่นนั้น

หมอนิด

เอารูปและเรื่องราว การไปเยือนสังเวชนียสถานมาแบ่งปันด้วยจ้า  อยากไปมากแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเสียที 

 

น้องวี

ค่ำวันนั้น  ท่ามกลางสนามหญ้าหน้าหลวงพ่อขาว  คนเป็นร้อยทีเดียว  เบาะที่นั่งไม่พอ  จนคนที่มาช่วงหลังๆ ต้องนั่งกลางสนามหญ้า   ตอนนี้ถ้าเราจัดภาวนา  จะมีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ  เราต่างดีใจที่สามารถทำให้ผู้คนทั้งหลายกลับมาสนใจการภาวนามากขึ้น    การมีสังฆะทำให้เรามีกลุ่ม  มีกัลยาณมิตร  และได้รู้จักผู้คนที่สนใจการภาวนาในเมืองนี้มากขึ้นด้วย   เป็นเรื่องที่ดีค่ะ

 

สวัสดีค่ะคุณจตุภพ

ขอบคุณที่แวะมาแลกเปลี่ยนและแบ่งปันด้วยกันค่ะ

 

 

สวัสดีค่ะKead

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ  และขอบคุณมากที่แวะมาเยี่ยมเยือนที่ Blog. นี้

 

และขอบคุณ  คุณสามารถค่ะที่แวะมาเยี่ยมเยือนกัน ..

 

 

สวัสดีค่ะน้องต้นเฟิร์น

ยินดีที่รู้จักค่ะ  และขอบคุณที่แวะมา เยี่ยมชม blog.นี้นะคะ

น้องวี

เราคงได้พบกันเร็วๆนี้  ช่วงปลายเดือนที่ กทม. จ้า

คิดถึง  คิดถึง  ..

ขอบพระคุณหลวงพี่ค่ะ

คำกล่าวของหลวงพี่ ทำให้นึกถึงบทเพลง  Island  of  Self  ที่กล่าวถึงการกลับมาบ้านที่แท้จริงของเราทั้งหลาย คือที่กายและใจเราเอง  การใช้ชีวิตที่สันโดษ  ความสุขสงบภายใน และปัจจุบันขณะ ^ - ^

อย่างไรก็ดี  คนแถวๆ นี้ก็มักจะถามว่า ปีหน้าหลวงพี่จะมาสอนภาวนาที่นี่อีกไหม๊ เลยตอบแบบที่หลวงพี่พูดเสมอกับพวกเราว่า   "  แล้วแต่เหตุและปัจจัย "    แต่มีเสริมท้ายว่า  ท่านคงกลับมาเพราะมีหลายๆคน  กล่าวขอท่านไว้    หมอ CC บอกว่า  ครั้งหน้าถ้าหลวงพี่มา  เราจะไปจัดข้างนอก  และรับจำกัด และขอให้อยู่ภาวนาจนครบทั้งสามวันห้าวันไปเลย  หลวงพี่ท่านจะได้ไม่เหนื่อย .

 

 

นมัสการหลวงพี่พิทยาค่ะ

ขอบพระคุณหลวงพี่มาก ..  ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น การมาเยือนเมืองสามหมอกของหลวงพี่ ได้ก่อเกิดแรงบันดาลใจหลายๆ อย่างแก่สังฆะที่นี่  และพวกเราจะสืบเนื่องการปฎิบัติกันต่อไปค่ะ 

 ทุกครั้งเมื่อพวกเราที่นี่กลับมาสู่ลมหายใจและรอยยิ้ม  ก็รู้สึกอยู่เสมอว่าหลวงพี่ไม่ได้จากไปไหน   ยังอยู่ที่นี่กับพวกเราเช่นกันค่ะ  ^ - ^

 

ถึงกุ้งจัง

คิดอยู่เสมอว่า จะมีโอกาสได้พบกันอีกหรือไม่ ?   แถมตอนนี้เราอยู่ห่างกันมากกว่าเดิมอีก  แต่รู้แล้วล่ะว่า  ถ้าได้ไปแถวๆ สมุยจะแวะไปหาใคร  ^  - ^

ดีใจที่พบกัน แม้จะผ่านทางตัวหนังสือ ผ่านทาง Blog. นี้   รูปข้างบน  เป็นวิวทิวทัศน์ของเมืองสามหมอกจ้า  ที่มีทะเลสาบสวยๆ คือที่ ปางอุ๋ง  ตอนนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวฮิตติดอันดับของที่นี่ 

 

 

 

น้องวี

ในช่วงที่มีงานภาวนาคิดถึงวีจริงๆ  หลวงพี่ก็ถามถึงด้วยว่า ไปอยู่ที่ไหนอย่างไร 

เป็นช่วงเวลาที่ดีๆ อีกครั้งของผู้คนแถวๆนี้  ที่ได้มีโอกาสภาวนาเพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความอ่อนโยน  เบิกบาน  และทำให้ก่อเกิดความรักความเข้าใจในสรรพสิ่งทั้งหลาย  ถ้าหลวงพี่ได้มีโอกาสอ่านบทความนี้ คงต้องกราบขอบพระคุณหลวงพี่อีกหลายๆครั้ง ที่ให้เวลาและโอกาสแก่คนเมืองสามหมอก 

การได้พบหลวงพี่คือการได้กลับบ้านที่อบอุ่นจริงๆค่ะ 

" In gratitude  you  have  watered seeds of  love in  me  in gratitude

   in  gratitude  I will water seeds of  love  in  someone too..  "

 

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี