สวัสดีครับ พี่สิทธิรักษ์

วันนี้ดีใจที่เห็นบันทึกจากคนริมโขงเสียทีครับ

เรื่องการสร้างสมดุลนั้นเป็นโจทย์ที่ท้าทายชุมชนเหลือเกินครับ นอกจากการสร้างสมดุลในระดับปัจเจคแล้ว ระดับสังคมก็ยิ่งยากไปใหญ่

เพราะอะไร? ก็ตามที่พี่เขียนบันทึกมาทั้งหมดทั้งหมด หากเราหมายถึง "ทุนนิยม" ละก็สิ่งนี้หละครับที่เราต้องเรียนรู้อยู่ให้ได้ แนวคิดการเอาชนะธรรมชาติ เปิดการแข่งขันเสรี เน้นความเป็นปัจเจก และบริโภคนิยมเพื่อสรางผลกำไรสูงสุดทางธุรกิจ และ การก่อเกิด "ระบบการยึดกุมทรัพยากรโลก"

ขณะเดียวกันที่รุกคืบถึงชุมชนก็คือ การครอบงำทางวัฒนธรรมและการศึกษา จากการตัดสินใจพัฒนาที่ผิดพลาดของเรา จากการสึกษษในระบบที่ย้ำยีชนบทเสียสิ้น ...ช่างน่าเศร้า เราทำกันเอง

ถามต่อว่า ปรับตัวและตอบโต้อย่างไร???

กระบวนการทำงานที่เชียงแสนนั้น เป็นความพยายามหนึ่งของการต่อสู้เพื่อสมดุลจากแรงกระแทก แต่จะทานไหวหรือไม่นั้นมีปัจจัยมากมายที่มีอยู่...และเราก็ต้องสู้ต่อไป

ผมอ่านในเอกสารชุดหนึ่งที่ผมมีอยู่ บอกว่าการที่ชุมชนจะสามารถตอบโต้กับกระแสโลกได้ก็คือ

  1. การสร้างความมีตัวตนของชุมชน
  2. ชุมชนต้องจัดการตัวเองทั้งระบบ
  3. เชื่อมโยงพลัง
  4. ยกระดับสมบัติชุมชนให้เป็นสมบัติร่วม
  5. การทำความเข้าใจกับ"สังคม"
  6. การสร้างระบบการศึกษา
  7. การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมชุมชน
  8. นำเสนอสิ่งใหม่ที่คิดและทำโดยคนท้องถิ่นสู่โลก
  9. คำนึงถึงความอยู่รอดของโลก

ประเด็นทั้งหมดนี้ผมตั้งใจอยู่ครับ ว่าจะเขียนเป็นบันทึกต่อเนื่องทั้ง 9 ประเด็นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

แต่ที่แน่ๆก็คือ มันยากมากสำหรับการเคลื่อนในสภาวะที่สังคมอ่อนด้อยทางปัญญาขั้นรุนแรง..นักคิดก็คิดไป คนทำงานระดับนโยบายก็ทำไป สอดรับกระแสทุนนิยมอย่างทันที ไม่คำนึกถึงผลกระทบ

แล้วจะสมดุลได้อย่างไร??

ช่วยคิดต่อกันครับ