อรุณสวัสดิ์ครับ น้อง  coffee mania

เรืองการป้องกันการฆ่าัตัวตาย  ต้องแก้ปํญหาในเชิงรุกครับ  กล่าวคือ ต้องให้ความรู้แก่ชุมชน   ตลอดจนทำโฆษณาผ่านสือ โทรทัศน์ และวิทยุ เพื่อให้เขาประชาชนตระหนัก  ตลอดจน หน่วยงานช่วยเหลือ แบบ ๒๔ ชั่วโมง  โดยทางสุขภาพจิตจะประสานงานร่วมกับ  พยาบาล  ตำรวจ และหน่วยกู้ภัยฉุกเฉิน  โดยเราจะจัดอบรมกับเขาก่อนครับ

กรณีตัวอย่า่งเช่น  

ครั้งหนึ่งมี นักเรียนไทย ที่อเมริกา ทะเลาะกับแฟนแล้วพูดแบบโมโหว่าอยากตาย   ประมาณไม่ถึีงชั่วโมงก็มีตำรวจมาเคาะประตูว่า  ได้ข่าวว่า บ้านนี้มีคนตระโกนอยากตาย

เอาละสิ

จากนั้น ตำรวจและนักจิตก็ทำหน้าที่ซักข้อมูล แล้วขอทำการเผ้าระวังโดยบอก ขอสังเกตการ   แต่เด็กก็บอกว่า ไม่เป็นไร  แต่ทาง เจ้าหน้าที่่บอกไม่ได้ต้องเฝ้าระวัง ตาม guideline

สุดท้ายก็ยอมกันตรงที่  ต้องมีคนดูแล เขาถึงจะกลับ  ก็ร้อนถึงคนที่พักด้้วยต้องมาทำหน้าที่ดูแล  

ก่อนไปเขาสั่งว่า ถ้ามีไรฉุกเฉิน ก็ให้โทรแจ้งเขาได้

ตัวอย่างเห็นว่า  แม้แต่อยากตายเล่นๆ  ก็ไม่ได้ตายง่ายๆ  เพราะบ้านเขาก็จริงจังกับเรืองนี้พอสมควร

 อีกตั วอย่า่งคือ ที่ญี่ปุ่น   เพือนผมเล่าว่า   ที่ญี่ปุ่นจะมีคนฆ่าตัวตายบ่อย  โดยเฉพาะการ กระโดดลงไปตายในรางรถไฟฟ้า    เขาเลยออกกฎว่า   ถ้ามีคนฆ่าตัวตายในลั กษณะดังกล่าว  ญาติจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด รางรถไฟ ตลอดจนค่าเสียหายอันเกิดจากการหยุดรถกระทันหัน   แม้จะเป็นนโยบายเรืองระเบียบและความสะอาด  แต่ก็ชะลอการตายได้พอสมควร

ผมเลยแนะนำว่า  

วันหลังบอกเพือนๆ ที่อยากตายนะ ว่าให้ไปที่เมืองไทย

เธอถามผมว่า   "ที่เมืองไทยมีหน่วยงานดูแลเหรอ"

ผมบอกว่า  "เปล่า ที่เมืองไทย ตายฟรี ไม่ต้องเสียตังส์ ค่าทำความสะอาด"