ผมคิดว่าความรู้ส่วนตนและตลอดถึงปัญญาเชิงสังคมจะเกิดขึ้นได้ คงต้องเริ่มจากการเรียนรู้แบบน้อมนำในแต่ละบุคคลก่อน อันนี้ทุกท่านก็รู้ดีกันอยู่แล้ว

   การที่ปัจเจกบุคคล มีทัศนคติที่มองเห็นโลกในแง่บวกนั้นจะดีต่อการเรียนรู้ในทุกทาง ....แต่การมองโลกในแง่บวกนั้นควรพัฒนามาจากการมองให้เห็นโลกตามความเป็นจริงเสียก่อน

   ซึ่งจะเห็นว่าสังคมที่อยู่รอบๆตัว นั้นอุดมไปด้วยปัญหานานานับประการ  ผมคิดว่าเราควรจะทำใจยอมรับป้ญหาเหล่านั้น ที่ซึ่งจะส่งผลให้มีแรงเสียดทานเริ่มต้นในการเรียนรู้ (ทั้งในการเรียนรู้ส่วนตัว และการเรียนรู้เชิงสังคม )

  เมื่อเราตะหนักถึงปัญหาแล้ว เราจะได้ไม่คาดหวังผลสำเร็จเร็วจนเกินไปนัก เพียงแต่เราต้องคอยเชียร์อัพ จิตใจของเราให้อยู่เหนือปัญหาที่มองเห็นเหล่านั้นอยู่เสมอ 

  และควรทำใจใว้ด้วยว่า งานช่วยกันสร้างสังคมอุดมปัญญา บนสังคมอุดมปัญหาแบบนี้ เป็นเกมยาวแน่ๆ เป็นภาระกิจที่ต้องทำแบบ ข้ามภพ ข้ามชาติแน่นอน (อันนี้หาได้ พูดเอาสนุกไม่ ในเชิงพุทธศาสนานั้น ถือการเรียนรู้และการสะสมปัญญา บารมี เป็นเรื่องของความต่อเนื่อง จนกว่าจะพ้นทุกข์และดับทุกข์ตลอดการ )

  ผมเห็นว่าสิ่งที่เราจะทำได้อย่างเร็วที่สุดและเห็นว่าจะเป็นผลเร็วที่สุดคือ การที่เรา ( แต่ละบุคคลที่สื่อสารกันใน บล็อคแห่งการเรียนรู้ นี้แหละ ) ควรทำตัวให้เป็นพาหะของเชื้อการเรียนรู้อย่างเข้มข้น ( โดยการเป็นแบบอย่างของคนที่ชอบการเรียนรู้ และมีชีวิตดีขึ้นจากการเรียนรู้จนเห็นได้ชัด จนคนรอบข้างสนใจและอยากเลียนแบบบ้าง )

  ควรทำตัวให้เป็นพาหะที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเชื้อใดๆ ที่เคยมีมาในโลก และต้องสามารถ นำไปแพร่และติดต่อคนในสังคมได้  เพื่อคนรอบข้างจะได้ติดเชื้อการเรียนรู้ไปด้วย แล้วทุกอย่างก็คงจะดีขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งนั่นก็จะเป็นสิ่งยั่งยืน  สังคมก็จะได้เรียนรู้อย่างยั่งยืนด้วย  

** คำจุดประกายความคิด**

ไม่มีความยั่งยืนใดๆ ในโลกนี้ ได้มาอย่างรวดเร็ว

กำแพงเมืองจืนที่ว่ากันว่ามองเห็นได้จากอวกาศ ก็เริ่มก่อด้วยอิฐก้อนแรก ก้อนที่ 1

จงมีความหวังอยู่บนความสิ้นหวังของผู้อื่นอยู่เสมอ

พึงตระหนักว่าพื้นฐานการเรียนรู้ ส่วนหนึ่งนั้นมาจากวลีที่ว่า ...."ดูที่เห็น..เน้นที่จ้อง" ...อยู่เสมอ

เราเป็นอย่างไร สังคมก็เป็นเช่นนั้น

เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถฝากความหวังใว้กับเยาวชนรุ่นหลังๆ ได้

......แล้วค่อยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกนะครับ.....