สวัสดีครับพี่บ่าวที่เคารพ

ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งของท่านอาจารย์พุทธทาส  ที่เขาเอาคำบรรยายของท่านคราที่ไปบรรยายที่พุทธสมาคม เรื่อง ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม

ถ้าเปรียบเหมือนแก่นของพระพุทธศาสนาเหมือนกับแก่นไม้  แต่เดิมมันมีเปลือก มีกระพี้ให้เข้าถึงได้ยากลำบากอยู่แล้ว  ตอนนี้เรากลับเอาผ้าผูก เอาทองมาปิด  เอาอะไรต่อมิอะไรมาพอกให้การเข้าถึงแก่นนั้นยากเย็นแสนเข็ญมากขึ้น

เมื่อมองเปลือกนอกเป็นแก่น (หรือบางคนก็ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่แก่น)  สิ่งต่างๆ ที่ต้องการตามกิเลสสันดานก็ถูกปรุงแต่งขึ้นตามแต่สีสันของกิเลสแต่ละคน

ใช่อยู่ที่ว่าการได้มีสิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในสมัยนั้นๆ  แต่ถ้าเทียบสิ่งของภายนอกเหล่านี้กับสมัยก่อนๆ แล้ว ผมว่าเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ถาวรวัตถุสมัยก่อนนั้นท่านเน้นเรื่องความพยายามในการสร้างมาก หรือแม้กระทั่งแกะสลักภูเขาทั้งลูกเป็นวัดยังทำได้  แล้วสมัยนี้เราทำอะไรกัน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ใครจะสร้างอะไรให้ใหญ่โตแค่ไหนก็ได้ถ้ามีเงินพอ ไม่ใช่เพราะศรัทธาพอ

พระพุทธรูปจะสร้างให้สวยวิจิตรแค่ไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประดิษฐ์  ที่สำคัญให้ดูเบื้องหลังการทำมากกว่าว่าได้ใช้ความพยายามและศรัทธาแค่ไหน

ด้วยความไม่เคยสนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ศึกษาแก่นของพระพุทธศาสนา ความหลงบุญมั่วบาป ของผู้ใหญ่ที่เน้นแต่ความอร่อยทางผัสสะทั้งหลาย และนับวันก็พิศดารมากขึ้น ล้วนเป็นตัวอย่างที่เลวให้แก่เยาวชนอย่างยิ่ง

เมื่อเยาวชนไม่เห็นแบบอย่าง แล้วจะหวังให้เขาประพฤติให้ถูกต้องได้อย่างไร ไม่นานพระพุทธศาสนาก็คงกลายเป็นแค่นิทาน นิยาย ที่แต่งไว้หลอกเด็ก(หรือผู้ใหญ่) เท่านั้น

ผู้ชี้ทางยังมีอยู่ ผู้เดินตามทางก็ยังพอมีอยู่ มัวชักช้าจะตกรถไฟขบวนสุดท้ายนะครับ อิอิ

ถามมา ก็ตอบไปอย่างนี้แหละครับ....พี่บ่าว

ธรรมะสวัสดีครับ