นอกจากผู้ปกครองจะต้องให้การสนับสนุนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด คือ หากเกิดจากความสนใจโดยตัวเด็กเอง ก็จะทำให้เขารู้สึกว่า การเรียนภาษานั้นเป็นการเรียนอย่างมีความสุข ส่วนครูต้นแบบที่ดีนั้น เป็นเพียงส่วนเสริมให้เด็กสนใจเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ถ้าความสนใจเริ่มต้นมาจากผู้เรียนเองแล้ว รับรองว่า ผู้ปกครองจะต้องพยายามขวนขวายหาสิ่งที่ดีๆ ให้ หนำซ้ำผู้ปกครองเองต้องพยายามเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเด็กด้วย ตัวเองมีให้เห็นเลยค่ะ ลูกสาวพี่ "น้องฟาง" ร่ำร้องเหลือเกิน อยากเรียนภาษาจีน ตั้งแต่สมัยเขาอยู่อนุบาล 3 ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ของเด็ก อ.3 ขณะนั้นว่า "มีเพื่อนในห้องหลายคนที่พูดภาษาจีนได้ ลูกอยากฝึกเอาไว้พูดกับเพื่อน ๆ " ทั้งที่ในใจตอนนั้น คิดว่า "ยังไม่จำเป็นหรอกลูกยังเล็กเกินไป ที่สำคัญ พ่อ กับแม่ ก็พูดภาษาจีนไม่ได้ แล้วจะฝึกทบทวนให้ลูกได้อย่างไร" สุดท้ายทนเสียงร้องขอไม่ไหว ก็เลยใจอ่อน ยอมให้เขาเรียนตอนปิดภาคเรียนอนุบาล 3 น้องฟาง น่าจะเป็นคนเดียวในห้องที่เป็นลูกคนไทย ไม่มีเชื้อสายจีนเลย มีเพียงอย่างเดียวที่เหมือนลูกจีน คือ ตัวขาว เท่านั้น ปรากฎว่า เมื่อลูกได้มีโอกาสไปเรียน ได้เจอเหล่าซือ (คุณครู) น่ารัก ๆ ทำให้ความอยากเรียนของน้องฟาง เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว แล้ววิธีการถ่ายทอดของที่นี่ ก็ช่างเหมาะเจาะกับเด็ก ๆ ซะเหลือเกิน ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนระดับเล็ก ๆ แต่ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่เน้นวิชาการมากเกินไป เน้นการถ่ายทอดภาษา ผ่านทางบทเพลง ผ่านทางนิทาน ผ่านทางเกมส์ต่าง ๆ ผ่านทางบทกลอนแบบง่าย ๆ ซึ่งทำให้เด็กได้ซึมซับสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว เขาสามารถรู้ความหมายคำ ความหมายประโยคได้ ทั้ง ๆ ที่ยังเขียนภาษาจีนไม่เป็น เมื่อกลับมาบ้าน ก็มาทำหน้าที่เป็นตัวถ่ายทอดต่อให้พ่อ แม่ และน้องคนเล็ก ได้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน เมื่อถึงคราวที่เหล่าซือ สอนให้ฝึกเขียน เนื่องจากเด็กมีความพร้อมอยู่แล้ว ทำให้เขาสามารถเขียนภาษาจีนได้ และจำได้อย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่กลับมาบ้าน ทางบ้านไม่มีโอกาสได้สอนเลย เพราะไม่รู้เรื่องสักตัว แต่น้องฟางก็สามารถทำคะแนนเป็นที่หนึ่งทุกครั้งในการทดสอบแต่ละครั้ง เมื่อได้เรียนไปประมาณหนึ่งปี (ไม่ได้เรียนทุกวันนะคะ เรียนเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ยกเว้นเวลาปิดภาคเรียน จะเรียนทุกวัน) เป้าหมายของน้องฟางเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมแค่อยากเรียนเพื่อจะได้สื่อสารกับเพื่อนร่วมห้องได้ น้องฟางเปลี่ยนเป้าหมายเป็น อยากเรียนเพื่อที่พอจบชั้นประถม 6 จะขอไปเรียนต่อที่ประเทศจีนจนจบมหาวิทยาลัย แล้วเมื่อถึงเวลานั้น พ่อกับแม่ ไม่ต้องตามเขาไป เขาสามารถอยู่ได้ ถ้าคิดถึงเขา แค่เพียงส่ง e-mail คุยกันก็พอ (นี่คือเป้าหมายของเด็กที่ขณะนั้นเพิ่งเริ่มขึ้นชั้น ป.2) จนช่วงปิดภาคเรียนตอนป.2 ทางคณะฯ ที่คุณแม่เรียนปริญญาโทอยู่ ได้มีโอกาสนำนักศึกษาไปดูงาน (ผสมเที่ยว) ที่ฮ่องกง และมาเก๊า คุณแม่ก็พยายามกัดก้อนเกลือกิน (เก็บเงิน) เพื่อจะให้น้องฟางได้มีโอกาสไปเห็นประเทศที่เขาอยากไปเรียน ได้มีโอกาสได้ฝึกใช้ภาษาจีนอย่างง่าย ๆ กับคนจีน (จริง ๆ กะพาลูกไปช่วยต่อราคาตอนซื้อของ) น้องฟางเป็นเด็กคนเดียวที่ร่วมขบวนไปด้วย (ไม่นับครอบครัวของท่านอาจารย์ผู้ดูแลทีม) คุณแม่เพิ่งมีโอกาสได้เห็นเป็นครั้งแรกว่า ลูกสาว สามารถเข้ากับพี่ป้า น้า อา ทุก ๆคน (เพื่อนร่วมชั้นเรียนของคุณแม่) ได้ทุกคน ไม่งอแงเลย ไม่บ่น ถึงแม้อากาศจะหนาว การเดินทางส่วนใหญ่จะเดินเท้ามากเหมือนกัน การกิน ก็ไม่เป็นเวลา แต่ลูกสาวดูมีความสุขมาก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเขาคาดหวังว่าจะได้มีโอกาสมาเป็นประเทศที่เขาใฝ่ฝัน
ซึ่งการพามาครั้งนี้ น้องฟางได้มีโอกาสใช้ภาษากับไกด์ กับแม่ค้า ได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวจีน (ฮ่องกง) จนคนจีนที่นั่นขอเก็บภาพน้องฟางเป็นที่ระลึก แต่ด้วยความแตกต่างของวิถีชีวิตของคนฮ่องกง กับเซิ้นเจิ้น ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อกลับมาถึง ทำให้เป้าหมายของน้องฟางเปลี่ยนไปอีกแล้ว เป็น "ถ้าไปเรียนที่ประเทศจีน ขอไปเรียนที่ฮ่องกงได้ไหมคะแม่ เพราะที่เมืองจีน คนไม่เป็นระเบียบเลย ส้วมก็ไม่สะอาด"
จากที่เล่ามานี้ พยายามให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของกระบวนการเรียนรู้คือ ตัวผู้เรียนเอง ต่อให้ระบบดีอย่างไร ผู้ปกครองให้การสนับสนุนอย่างไร แต่ถ้าผู้เรียนไม่ใส่ใจ กระบวนการเรียนรู้ก็จะอยู่แค่ในห้องเรียน ทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กของเราเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันนี้ฝากไว้ด้วยนะคะ