ในการไปออกค่ายออกค่ายในแต่ละครั้ง นอกจากงานหลักที่แต่ละองค์กรลงมือปฏิบัตินั้น ผมยังให้ความสำคัญกับการให้นิสิตเดินในหมู่บ้านเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คน ...
บางครั้งเขากลับมาพร้อมกับเรื่องเล่าว่าพบเจอหญิงสาวบ้านในวัยที่ล่วงกลางคนเข้าไปแล้ว นั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน จากการสอบถามรู้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นมรดกทางครัวเรือนที่เกิดจากการเรียนรู้มาจากผู้เป็นมารดา และยังถือว่า การทอผ้า เป็นประหนึ่งสมบัติส่วนตัวที่หญิงชาวบ้านควรมีประดับตัว ...
ทุกวันนี้, หลายแห่งประสบปัญหาการสืบทอดค่อนข้างมาก ลูกหลานไปทำงานในโรงทอกลางเมืองใหญ่ .... และวันหนึ่งของชีวิตการแต่งงาน ก็ยังต้องใช้ผ้าไหมที่แม่ทอด้วยมือมาประดับห้อง, แต่งตัวให้ตนเอง, รวมถึงการเป็นของ "สมมา" แขกผู้ใหญ่ของคู่สมรส
.....
หมู่บ้านในแถว ๆ มหาวิทยาลัย, หลายครัวเรือนกลับจากกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งมาจากการถูกให้ออกจากงานในหลายปีที่แล้ว ....
ใต้ถุนบ้านที่เคยโล่งสูง เป็นที่วางแคร่ให้ได้นั่งกินข้าว, พูดคุยกันตามประสาคนในครัวเรือน หรือแม้แต่เป็นที่รองรับเพื่อนบ้านที่แวะมาเยี่ยมเยือน รวมถึงเป็นสถานที่ของการทอผ้า, เลี้ยงไหม ฯลฯ บัดนี้ถูก่อเป็นห้องหับเปิดเป็นหอพักให้นิสิตมาเช่าพักอย่างล้นหลาม และรายได้จากส่วนนี้ก็กลายมาเป็นรายได้หลักของเจ้าของบ้านไปแล้ว...
......
ล่าสุด, ผมร่วมคิดและร่วมเป็นกำลังใจให้ชมรมของนิสิต สัญจรไปเล่นละครให้ชาวบ้านได้ดู โดยนำเรื่องราวของแต่ละหมู่บ้านมาผูกเป็นละคร ... สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของหมูบ้าน โดยเพาะการเปลี่ยนแปลงหลังจากมหาวิทยาลัยฯ มาตั้งอยู่ตรงนี้ กรณีนักแสดงนั้น ส่วนหนึ่งให้คัดจากเด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน
ผมมองว่าเป็นกิจกรรมที่ดี, ..... และคิดว่าอยากทำต่อไปครับพ่อฯ ...