17/07/49เรียน ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่เคารพ หลังจากผู้เขียนได้ดูวีดิทัศน์ร่วมกับเพื่อน ทั้ง12 คน เรื่อง การจัดการความรู้ในเครือข่ายเกษตรกร จังหวัดพิจิตรและการจัดการความรู้ในโรงพยาบาลบ้านตากเพื่อนำมาอภิปรายในหัวข้อการสร้างหรือปฏิรูปกระบวนการวัฒนธรรมการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้เพื่อดำรงค์อัตลักษณ์และปรับปรนพัฒนาอย่างเท่าทันและสมสมัยนั้นผู้เขียนรวมทั้งเพื่อนๆได้แบ่งกัน 6 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คน ตีความหัวข้อดังกล่าวออกเป็นกลุ่มละหัวข้อ โดยใช้ผังความคิดเชิงระบบ คือกล่าวคือ1. Input2. process การสร้างหรือปกิรูปกระบวนการวัฒนธรรมการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้3. out put and outcome4. การสังเคราะห์และวิเคราะห์ (swot)5. ปรับปรนการพัฒนาอย่างเท่าทันและสมสมัย6. ดำรงอัตลักณ์ความเป็นเกษตรกร จังหวัดพิจิตรและข้าราชการโรงพยาบาลบ้านตาก ซึ่งแต่ละคนก็ได้นำเสนอในหัวข้อที่ตัวเองเข้าใจโดยมีเพื่อนๆและอาจารย์ร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนะถึงแม้ว่าการส่งแผนดังกล่าวทั้ง 12 คน จะส่งเพียง 1 แผ่นซึ่งอาจจะผิดความคาดหมายของอาจารย์แต่อย่างไรก็แล้วแต่แต่ละคนก็ได้แสดงความสามารถตีความกระบวนการเรียนรู้ถูกบ้างผิดบ้างแต่สำหรับผู้เขียนเองมองการอภิปรายในวันนี้มีประโยชน์มากและอยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมดังนี้ 1. ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากเกษตรกรได้ใช้สารเคมีในการปลูกและกำจัดศัตรูพืชเป็นปัญหาที่ซับซ้อน การสร้างหรือปฏิรูปกระบวนการวัฒนธรรมการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้เพื่อดำรงค์อัตลักษณ์และปรับปรนพัฒนาอย่างเท่าทันและสมสมัย การแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องอาศัยความรู้และความร่วมมือจากทุกคนทุกฝ่าย การจัดการกระบวนการเรียนรู้ทั้ง 2 แห่งเป็นการบูรณาการทำงานเป็นทีม ทั้งภาครัฐระดับนโยบาย และปฏิบัติคอยเป็นคุณอำนวย คุณเอื้อให้กับคุณกิจคือชาวบ้าน เกษตรกร หรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แต่ก่อนปฏิบัติควรทำอบรมด้านการจัดการความรู้จัดให้แก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตรและแกนนำเกษตรกร เป็นสิ่งสำคัญซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งสามารถนำเทคนิควิธีการด้านการจัดการความรู้ชุดธารปัญญาไปใช้ในการทำงาน แปลงเป็นแผนงานการพัฒนาสถานบริการทั้งจังหวัด ใช้ในการเตรียมเจ้าหน้าที่ทุกระดับ โดยไม่ทำให้ภาระงานเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับการทำงานของทีมพัฒนาคุณภาพหลังจากนั้นหารือร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านถึงแผนงานในระยะต่อไปหลังจากชาวบ้านได้รู้ว่ามีความรู้ดีๆ อยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ แล้ว จึงได้จัดกลุ่มความสามารถของปราชญ์ชาวบ้าน เกิดเป็นชุมชนนักปฏิบัติขึ้นมารวมแต่ การฝึกอบรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป็นกิจกรรมเพื่อทำความรู้จักการจัดการความรู้ ถ้าไม่เกิดกิจกรรมต่อเนื่อง คือการดำเนินการจริง ที่เป็นการดำเนินการจัดการความรู้ในงานประจำ การลงทุนลงแรงลงเวลาในการจัดการฝึกอบรมก็จะสูญเปล่า ดังนั้นการฝึกอบรมต้องไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดในตัวของมันเอง ต้องเป็นกิจกรรมที่มีการออกแบบหรือวางแผนให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนดำเนินการจัดการความรู้ในภาพรวม การจัดความรู้ที่ดีเองควรมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ อย่างเครือข่ายเกษตรกร จังหวัดพิจิตรมซึ่ง ได้เชื่อมโยงกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน, ชมรมเกษตรธรรมชาติ, สำนักงานเกษตรอำเภอ, นายอำเภอ, ในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ 2. การจัดการความรู้ทั้ง 2 แห่ง เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นไม่สามารถนำมาใช้กับที่อื่นทุกระเบียบนิ้ว แต่จะต้องดูสถานการณ์ สถานที่และเวลาและปรับให้เหมาะสมด้วยและ การจัดการความรู้ที่เรียกภาษาอังกฤษ Knowledge Management (KM)สามารถนำหลักดังกล่าวมาจัดการในเรื่องดังต่อไปนี้เช่น การจัดการเวลา (TM) การจัดการชุมชน (CM) การจัดการอิเล็คทรอนิค(EM) การจัดการวัฒนธรรม(CM) การจัดการเศรษฐกิจ(ECM) เป็นต้นที่สำคัญการจัดการความรู้ให้เชื่อมโยงกับภาควิชาการด้วย เพื่อให้เกิดการทำวิจัยต่อยอดความรู้ของชาวบ้านหรือชุมชน นี่คือความคิดเห็นและสิ่งที่ได้รับส่วนหนึ่งจากการได้ร่วมเรียนรู้และรับฟังจากอาจารย์ ด้วยจิตคารวะ อับดุลสุโก ดินอะ ศิษย์